Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

อาหารต้านโรค ของเจ้าหนูเบบี๋

อาหารต้านโรค ของเจ้าหนูเบบี๋

 
อาหารต้าน 4 โรคฮิต ของเจ้าหนูเบบี๋ (Mother&Care)
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตและสุขภาพของลูกน้อย และอาหารก็ยังเป็นยาบำรุง ยารักษาโรคด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฉบับนี้เรามาดูกันว่า อาการยอดฮิตในวัยเบบี๋ที่มักเป็นกันบ่อย ๆ ต้องกินอาหารแบบไหนถึงจะป้องกัน และรักษาได้ โดยไม่ต้องใช้ยา


1. ท้องผูก

ถึงแม้ลูกจะถ่ายทุกวัน แต่ถ้าอุจจาระเป็นก้อนแข็ง ๆ เม็ด ๆ หรือถ่ายยาก ถ่ายลำบาก ก็ถือว่าเป็นอาการท้องผูก ซึ่งบางครั้งอาจมีเลือดปนติดออกมาด้วย หลายครอบครัวกว่าลูกจะถ่ายได้สำเร็จแทบจะร้องไห้ไปกับลูก

กินอะไรดี : กล้วยน้ำว้า, มะละกอ, ส้ม, น้ำลูกพรุน , ผักกาดขาว

ผักผลไม้ที่กล่าวมาจะมีลักษณะนิ่ม มีกากใยสูง ทั้งยังมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อย ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างสะดวก

Tip : ถ้าลูกเพิ่งเริ่มกินน้ำผลไม้ ให้คุณแม่เจือจางน้ำผลไม้กับน้ำต้มสุก 1:1

2. ไอ มีเสมหะ

การไอเป็นกลไกหนึ่งของร่างกาย เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ เช่น มีฝุ่น เสมหะ เป็นต้น การไอ หายใจครืดคราด และมีเสมหะร่วมด้วย มักเป็นต้นเหตุให้ลูกน้อยหายใจไม่สะดวก เกิดอาการหงุดหงิด งอแงได้ง่าย

กินอะไรดี : น้ำมะตูม, น้ำองุ่น

เป็นสมุนไพรคลายร้อน รสหวานเย็น สรรพคุณ แก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือดและแก้กระหายน้ำ ขับลม เจริญอาหาร สามารถนำส่วนต่าง ๆ ของมะตูมมาใช้เป็นยา ได้แก่ ราก ใบ ผลแก่ และสุกค่ะ


Tip :
ควรนำมะตูมแห้งมาต้มเอง และปรุงรสไม่ให้หวานมากเกินไป คุณแม่จะได้ควบคุมเรื่องความสะอาดและรสชาติได้เอง

ถ้าจะทำน้ำองุ่น ให้นำองุ่นมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด แล้วนำมากรองผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบาง
3. ไข้หวัด

อาการไอ น้ำมูกใส หายใจครืดคราด และมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการไข้หวัด พบได้บ่อยในเด็กเล็ก ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากให้ลูกน้อยกินนมแม่และน้ำอุ่นบรรเทาอาการแล้ว การกินผัก ผลไม้ก็ช่วยได้

กินอะไรดี : มะเขือเทศ, ส้ม

ผักหรือผลไม้รสเปรี้ยว จะมีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนอยู่มาก สำหรับมะเขือเทศนั้นเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จักกันดี นำมาเป็นเมนูให้กับลูกน้อย

มะเขือเทศไม่ควรปรุงด้วยความร้อนสูง เพราะทำให้คุณค่าสารอาหารสูญเสียได้ โดยเฉพาะวิตามินซี

Tip : ผักและผลไม้ในบ้านเราหาซื้อได้ง่ายตามฤดูกาล ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง แต่สิ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญคือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ สร้างภูมิต้านทานด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพลูกน้อยพร้อม ๆ กันไปด้วยค่ะ
4. แผลในปาก

เป็นอาการเจ็บป่วยที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่ค่อยยอมกินนม กินข้าว คุณแม่ต้องลองให้ลูกกินอาหารที่มีลักษณะเย็น ๆ สักหน่อย เพื่อที่ลูกจะพอกินได้บ้าง มาดูกันว่าอาหารที่พอทุเลาอาการคืออะไร

กินอะไรดี : น้ำกระเจี๊ยบหรือฟัก

ส่วนมากเรารู้จักคุ้นชินกับกระเจี๊ยบในรูป น้ำผลไม้ ในน้ำกระเจี๊ยบจะมีวิตามินเอสูง บำรุงสายตาและกระดูก ฟัน ส่วนฟักเป็น ผักพื้นบ้าน ค่อนข้างหาซื้อง่ายมีคุณสมบัติทางสมุนไพร แก้กระหายน้ำ เป็นอาหารที่มีลักษณะเย็น ช่วยระบายความร้อนได้


Tip : ถ้าต้มน้ำกระเจี๊ยบให้ลูก ควรแช่เย็น แล้วจึงให้ดื่ม เพราะการดื่มของร้อนจะทำให้รู้สึกเจ็บแผลมากยิ่งขึ้น มีการขยายตัวบริเวณที่เกิดแผล
 
 
 
 
 
 
ที่มา :: Vol.8 No.92 สิงหาคม 2555
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Do & Don’t ตัวช่วยสร้างลูกขยันเรียน

Do & Don’t ตัวช่วยสร้างลูกขยันเรียน
แม่และเด็ก

 
 
Do & Don’t ตัวช่วยสร้างลูกขยันเรียน (Mother&Care)


 
การศึกษา คือ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพสมองของลูกวัยเรียนได้ดี ยิ่งถ้าได้รับการส่งเสริม IQ ให้มีความฉลาดด้านสติปัญญาด้วย ก็จะช่วยให้ลูกเรียนรู้รุดหน้าได้ ส่วนจะพัฒนาอย่างไร มีข้อแนะนำมาฝากค่ะ

Do : สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน เช่น จัดบ้านให้มีนิทาน มีหนังสือหลากชนิดให้ลูกได้ศึกษาค้นคว้า มีห้องอ่านหนังสือ มีมุมทำการบ้านที่สงบเงียบและเป็นส่วนตัว เพื่อให้ลูกใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ศึกษาเรียนรู้มาได้ดี

Don’t : แสดงความโกรธ ความไม่พอใจออกมาเมื่อลูกเรียนไม่ดี ได้คะแนนไม่ดี หรือลงโทษด้วยการดุ ตี ทำให้ลูกได้อาย แสดงออกต่อผลการเรียนของลูกในเชิงลบ เหล่านี้จะทำให้ลูกเกิดความเครียด และไม่อยากเรียนหนังสือ

Do : ชมเชยลูก หรือให้กำลังใจเมื่อเห็นว่าลูกตั้งใจเรียน ตั้งใจทำการบ้าน หรือเรียนดี อาจให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกเข้าใจว่าการตั้งใจเรียนเป็นสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม ทำให้ลูกมีกำลังใจในการเรียนหนังสือ และมีความมั่นใจมากขึ้นด้วย

Don’t : บังคับให้ลูกเรียนที่โรงเรียนสอนพิเศษ จนลูกต้องเรียนพิเศษมากเกินไปหรือยัดเยียดความรู้ให้ลูกมากจนลูกเครียดควรเป็นการให้ความรู้เพิ่มเติมให้ลูกเข้าใจมากกว่า

Do : ชวนลูกไปเที่ยวเปิดโลกการเรียนรู้ของสมอง เช่น ไปพิพิธภัณฑ์หอสมุดแห่งชาติ หรือที่ที่น่าศึกษาหาความรู้ หรืออื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีความสนุกในการเรียนรู้ ทำให้เรียนหนังสือได้ดี

Don’t : คาดหวังเรื่องการเรียนของลูกมากว่าต้องเรียนได้ดีเยี่ยม เพราะลูกจะรู้สึกกดดัน เครียด เป็นกังวล และไม่มีความสุขกับการเรียน ซึ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้สมองยิ่งปิดการเรียนรู้มากขึ้น

Do : ทำการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องน่าสนุก เช่น เล่นเกม สอนการบ้าน อ่านหนังสือด้วยกัน ฝึกตั้งคำถาม หรือเล่าเรื่องต่าง ๆ จากที่ทำงานพ่อแม่ให้ลูกฟัง พร้อมแทรกแง่คิด สิ่งที่น่าเรียนรู้ไว้ด้วย ซึ่งจะช่วยพัฒนาสมองของลูกได้มาก

Don’t : ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีในการศึกษาเรียนรู้ เช่น ไม่อ่านหนังสือให้ลูกเห็นสนใจดูแต่ทีวี เล่นเกม ไม่ชวนลูกไปร้านหนังสือ ห้องสมุด หรืออื่น ๆ

Do : พาลูกไปร้านหนังสือบ่อย ๆ ให้เลือกอ่านหนังสือที่สนใจ หรือพาลูกไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ชักชวนให้เป็นสมาชิกของห้องสมุด ลูกจะได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น

Don’t : อย่าใช้อารมณ์เมื่อลูกไม่ตั้งเรียน แต่ควรพูดเตือนลูกดี ๆ โดยใช้เหตุผลชี้ให้เห็นคุณค่าของการศึกษาเล่าเรียนให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนหนังสือ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา :: Vol.8 No.92 สิงหาคม 2555
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อัลตราซาวด์ บอกอะไรแม่ตั้งครรภ์

อัลตราซาวด์ บอกอะไรแม่ตั้งครรภ์
อัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์บอกอะไรแม่ตั้งครรภ์ (Mother&Care)

ตลอดระยะเวลาการรอคอยที่จะเห็นลูกน้อย สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ทุกคนปรารถนา คือการรับรู้ถึงการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของลูกในครรภ์การอัลตราซาวด์ เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่บอกได้ถึงสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยนั่นเอง ฉบับนี้เรามีข้อมูล เรื่องดี ๆ ของการอัลตราซาวด์มาฝากคุณแม่ โดยได้รับเกียรติจาก พญ.อัญชุลี สิทธิเวช สูติ-นรีแพทย์และแพทย์ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเป็นผู้ให้คำตอบค่ะ



การอัลตราซาวด์บอกอะไรได้

ไตรมาสที่ 1

หญิงตั้งครรภ์ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป การอัลตราซาวด์ตรวจน้ำหลังคอทารกจะช่วยคัดกรองความผิดปกติเรื่องดาวน์ซินโดรม (ร่วมกับการตรวจเลือด) ช่วยวินิจฉัยจำนวนทารกในครรภ์และประเมินอายุครรภ์ ในกรณีที่คุณแม่ไม่แน่ใจช่วงวันหมดประจำเดือนหรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำได้ตั้งแต่คุณแม่อายุครรภ์ 5 อาทิตย์ขึ้นไป เพื่อกำหนดระยะเวลาการคลอด ทั้งยังสามารถวินิจฉัยความเสี่ยงบางอย่าง เช่น ภาวะท้องลม ภาวะแท้งจากทารกไม่เจริญเติบโต เป็นต้น

ไตรมาสที่ 2

ในไตรมาสนี้ทารกในครรภ์เติบโตขึ้นมาก มีการพัฒนาอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การอัลตราซาวด์เป็นการตรวจหาความผิดปกติทางโครงสร้างร่างกายของทารก เช่น หัวใจ กะโหลกศีรษะ เนื้อสมอง โครงกระดูก แขนขา ทรวงอก เนื้อปอด และภาวะปากแหว่ง อวัยวะหลักภายในช่องท้อง ไม่ว่าตับ ไต และความผิดปกติของลำไส้ บางชนิด กระเพาะปัสสาวะ และปริมาณน้ำคร่ำ เป็นต้น

ไตรมาสที่ 3

เพื่อตรวจดูความผิดปกติของรกและน้ำคร่ำในครรภ์เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้ว่า คุณแม่อาจต้องคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากสาเหตุบางอย่าง เช่น รกแก่ คือสารอาหารไปสู่ลูกน้อยไม่เพียงพอ ทารกจะอยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร และมีผลต่อการเจริญเติบโต เป็นต้น

การอัลตราซาวด์ คืออะไร

อัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือในการตรวจร่างกาย ที่อาศัยหลักการคลื่นเสียงความถี่สูง (เป็นคลื่นชนิดเดียวกับเรือดำน้ำ สำหรับหาวัตถุใต้ท้องทะเล เป็นความถี่ที่สูงเกินกว่าหูคนเราปกติจะได้ยิน คือมากกว่า 20,000 เฮิรตซ์) เมื่อคลื่นความถี่อัลตราซาวด์กระทบกับผิวหนังหน้าท้อง วัตถุในช่องท้อง อวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่ทารก จะเกิดการสะท้อนกลับ ประมวลผลเป็นรูปร่างออกมา

สำหรับทางการแพทย์ การอัลตราซาวด์มีประโยชน์ในการตรวจคัดกรองความผิดปกติของทารกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ รวมไปถึงการวินิจฉัยโรคของทารก และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เช่น ความผิดปกติของน้ำคร่ำหรือรก เป็นต้น ทั้งนี้ยังสามารถตรวจดูในส่วนอื่น ๆ เช่น ไต ตับ ปอด และหัวใจ ได้อีกด้วย

การเจริญเติบโตของทารก

การวัดสัดส่วนของทารกในแต่ละอายุครรภ์ จะประมวลผลกับตารางค่ามาตรฐาน ซึ่งมีการกำหนดไว้อยู่แล้วตามทฤษฎีทางการแพทย์ โดยแต่ละอายุครรภ์จะใช้มาตราวัดที่แตกต่างกัน เช่น ไตรมาสที่ 1 จะใช้การวัดความยาวจากศีรษะถึงก้นของทารกเป็นมิลลิเมตรหรือเซนติเมตร แต่ในไตรมาสที่ 2 และ 3 จะใช้การวัดส่วนศีรษะทั้งความกว้างของกะโหลกศีรษะและเส้นรอบวงศีรษะ เส้นรอบวงช่องท้อง ความยาวของกระดูกต้นขา และทำการประมวลผลตามตารางค่ามาตรฐานออกมาเป็นน้ำหนักของทารก

มีผลกับทารกในครรภ์อย่างไร

การอัลตราซาวด์ อาศัยหลักการคลื่นความถี่ของเสียงผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งต่างกับการฉายรังสี ฉะนั้น ทารกจึงไม่ได้รับผลกระทบที่เป็นอันตรายแต่อย่างใดจากการอัลตราซาวด์ ส่วนระยะเวลาการอัลตราซาวด์ ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการตรวจ เช่น การหาความผิดปกติบางอย่าง อาจจะใช้เวลานาน เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นการติดตามการเจริญเติบโตจะใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้นเอง

เทคโนโลยีการอัลตราซาวด์

แบบ 2 มิติ

ภาพที่ได้จากการตรวจอัลตราซาวด์ จะเป็นภาพแบบ 2 มิติ ในลักษณะภาพตัดขวางทีละภาพตามแนวของคลื่นเสียงที่ส่งออกไป ในแนวระนาบ (ความกว้างกับความยาว) ดังนั้น ภาพที่เห็นเป็นเพียงขาวดำเท่านั้น แต่ปัจจุบันสามารถใส่สี เพื่อดูการไหลเวียนเข้า-ออก ของเส้นเลือดดำ-แดง ที่สายสะดือ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของเส้นเลือดสายสะดือที่ไปเลี้ยงทารกได้

แบบ 3 มิติ

รูปแบบการประมวลผลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยหัวตรวจจะส่งคลื่นเสียงในลักษณะหลายระนาบพร้อมกัน มีการเก็บข้อมูลติดต่อกัน ข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปประมวลผล และทำการสร้างเป็นภาพ 3 มิติ ที่เพิ่มความลึกขึ้นมา ทำให้ได้ภาพเสมือนวัตถุจริงมากขึ้น มองเห็นความลึกของภาพในแบบภาพนูนตื้นได้

แบบ 4 มิติ

การอัลตราซาวด์แบบ 4 มิติ จะประมวลผลแต่ละภาพ แล้วแสดงผลเรียงต่อกัน ทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหว สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของทารกในขณะตรวจ เช่น การเคลื่อนไหวใบหน้า ยกแขน ขยับนิ้ว อ้าปาก หรือมองเห็นอวัยวะได้ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวด์รูปแบบอื่น เช่น ใบหน้า แขน ขา นิ้วมือ และมีจุดเด่นระยะเวลาการตรวจที่สั้น เนื่องจากมองเห็นร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ จากภาพที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และบันทึกภาพการตรวจด้วยระบบ DVD (เปิดได้จากเครื่องเล่น DVD และคอมพิวเตอร์)

อย่างไรก็ตาม การอัลตราซาวด์แบบ 2 มิติ ยังเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นหลัก และทำการตรวจตามอายุครรภ์ที่เหมาะสม (เดือนที่ 5 เป็นต้นไป) ในโรงพยาบาลภาครัฐ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใดในการอัลตราซาวด์เพราะสามารถทำได้ทุกช่วงอายุของการตั้งครรภ์ และตามจำนวนครั้งที่คุณแม่ต้องการ คงมีเพียงเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่ตามแต่ละโรงพยาบาลเป็นผู้กำหนด

ปัจจุบัน การอัลตราซาวด์แบบ 4 มิติ สามารถประเมินวิเคราะห์โรคหรือปัญหาได้ว่าทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการเหมาะสมหรือไม่ และทำได้รวดเร็วมากขึ้น สามารถบอกข้อมูลต่อไปนี้


โครงสร้างกะโหลกศีรษะและสมองทารก

ใบหน้า และอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าของทารก-หัวใจและการไหลเวียนเลือดของทารก

กระดูกสันหลัง กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และไตของทารก

แขน ขา มือเท้า และนิ้ว

ตำแหน่งทารก สายสะดือ และปริมาณน้ำคร่ำที่อยู่ล้อมรอบทารก

เพศของทารก (เมื่อต้องการอัลตราซาวด์ดูเพศ)

อัตราการเจริญเติบโตของทารก ขนาดรอบศีรษะ ความยาวและน้ำหนัก


คำแนะนำสำหรับแม่ตั้งครรภ์

คุณหมอแบ่งปันความรู้ให้คุณแม่ใส่ใจเรื่องการดูแลตัวเองตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ ในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

ไตรมาสที่ 1

ภาวะแท้ง

เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรก เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกน้อยในครรภ์กำลังก่อร่างสร้างตัว คุณแม่จึงต้องระมัดระวังตัวเองให้มาก เช่น การทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ การออกกำลังกาย ต้องไม่หักโหมเกินไป และสังเกตว่า หากมีอาการปวดท้อง เลือดออกจากช่องคลอด ต้องรีบมาพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุทันทีค่ะ

แพ้ท้อง

ช่วง 3 เดือนแรก อาการที่คุณแม่อาจพบเจอก็คือ อาหารไม่ย่อย ท้องอึด คลื่นไส้ รวมถึงอาการแพ้ที่เป็นปัญหากวนใจคุณแม่ การปรับเปลี่ยนอุปนิสัยการกินจะช่วยได้ หมอแนะนำว่าคุณแม่ควรกินครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานได้ดี ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ
ไตรมาสที่ 2

อาการปวดหลัง

เกิดจากการเจริญเติบโตของทารกที่ทำให้ผนังหน้าท้องขยายมากขึ้น ทำให้มีการปรับสรีระกระดูกสันหลังส่วนเอวให้แอ่นมากขึ้นและจะเกิดการเกร็งกล้ามเนื้อหลัง วิธีที่ทำได้คือ การนวดเบา ๆ เล็กน้อย และฝึกนอนตะแคง เพื่อบรรเทาอาการปวดหลัง

ปัสสาวะบ่อยครั้ง

เนื่องจากมดลูกเบียดกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้คุณแม่ปวดปัสสาวะบ่อยครั้ง ข้อควรปฏิบัติ คือ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคนในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ

ไตรมาสที่ 3
การดิ้นของทารก

ในช่วงเดือนที่ 5 เป็นต้นไป คุณแม่สามารถสังเกตการดิ้นของลูกเพื่อรู้ถึงความผิดปกติ และความแข็งแรงของลูกจากการดิ้น ด้วยวิธีง่าย ๆ โดยการสังเกต เช่น ใน 1 วันลูกควรดิ้น 10 ครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย หรือหลังมื้ออาหารแต่ละมื้อ หลัง 1 ชั่วโมงไปแล้ว ควรดิ้นประมาณ 4 ครั้ง (เท่ากับ 12 ครั้งต่อ 3 มื้ออาหาร) เป็นต้น

ขอให้ช่วงเวลาการรอคอยพบหน้าลูกน้อย เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของคุณแม่นะคะ
ที่มา :: Vol.8 No.92 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

7 วิธีสร้างสุขแบบแม่พุงโต

7 วิธีสร้างสุขแบบแม่พุงโต
ตั้งครรภ์

7 วิธีสร้างสุขแบบแม่พุงโต7 วิธีสร้างสุขแบบแม่พุงโต (Mother&Care)
 
 
นอกจากร่างกายที่เปลี่ยนแปลง รูปแบบอาหารการกินที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเจ้าตัวเล็กในท้องแล้ว การใช้ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไปในทางบวกให้มากด้วยเช่นกัน จุดเริ่มต้นในการสร้างความสุขแบบง่าย ๆ ของแม่พุงโต ความสุขที่ว่าสร้างได้อย่างไร ไปดูกันค่ะ

 


1.รอยยิ้มแห่งความสุข

สำรวจ เช็กความเรียบร้อย ทำกิจวัตรของตัวเองแล้ว คุณแม่อาจส่งรอยยิ้มที่หน้ากระจก สร้างความรู้สึกดี ๆ ให้ตัวเอง เติมความมั่นใจให้พร้อมเริ่มต้นกิจกรรมการทำงานต่าง ๆ เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ วิธีบวกที่ดีกับคุณและลูกน้อยนั่นเองค่ะ และการส่งรอยยิ้มให้คนรอบข้างก็เป็นการแชร์ความสุขถึงคนอื่น ๆ อีกด้วย
 


2.สุขที่ได้ผ่อนคลาย

เวลาคุณแม่รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ หรือเหนอะหนะ เหนียวตัวจากอากาศร้อน ๆ จะจัดหนักด้วยการอาบน้ำ หรือเพียงแค่เช็ดตัวคลายร้อน จะดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นสักแก้ว เช่น น้ำแตงโมปั่น, น้ำส้มคั้นเย็น ๆ (สด สะอาด) ก็ยังได้

 

3.สุขด้วยเสียงร้อง

เป็นวิธีทำได้ง่ายสุด ๆ ทำได้ทุก ๆ ที่อีกด้วย ไม่ว่าเวลาอาบน้ำ หรือพาเจ้าตัวเล็กในพุงไปเดินสวนหลังบ้าน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ตาม เพียงแค่คุณแม่มีเสียงเพลงในหัวใจ จะอยู่แห่งหนไหน เสียงแหบ เสียงสูง ยังไง ๆ ก็เป็นเสียงร้องที่สร้างความสุขให้คุณและลูกน้อยในท้อง
 


4.สุขจากการกิน

คุณแม่ที่ชื่นชอบเรื่องกิน กิจกรรมนี้เหมาะมาก ๆ เพราะคุณแม่จะได้ใช้ช่วงเวลาที่บ้าน คิดเมนูอาหารสร้างเสน่ห์แม่ครัวให้คุณพ่อและลูก ๆ หรือหากไม่สะดวกกับการโชว์ฝีมือจริง ๆ แต่ชื่นชอบที่จะหม่ำอร่อย ก็ขอเน้นการกินครบ 5 หมู่อย่างถูกวิธี ตามแบบฉบับแม่ท้องนะคะ
 


5.สุขที่ได้ดู...

การจัดพื้นที่ หามุมโปรดในบ้าน ใช้เป็นพื้นที่ผ่อนคลาย เติมความสุขด้วยหนังสือ จะแนวแฟชั่น ตลกขำ ๆ หรือนวนิยายโรแมนติกดูสิคะ แล้วอย่าลืมจัดเตรียมเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น เก้าอี้, หมอนอิง, เบาะรองนั่ง ฯลฯ ที่ช่วยให้คุณแม่เอนกาย เพลินไปกับการอ่าน
 


6.สุขกาย สลายไขมัน

ในที่นี้หมายถึงการออกกำลังกายแบบแม่ท้อง เช่น ว่ายน้ำ การเดินช้า ๆ ชมนกชมไม้ในสวนหลังบ้าน หรือทำกิจกรรมเข้าจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกายแบบเบา ๆ ก็สามารถทำได้สบายที่บ้าน เพื่อเผาพลาญพลังงาน ไขมัน ไม่ให้สะสมมากเกิน และข้อดีอีกมากมายที่จะตามมา

 

7.สุขเพราะ...บ้านนี้มีรัก

การใช้เวลาพูดคุย ปรึกษาหรือทำกิจกรรมร่วมกันภายในบ้านระหว่างคุณแม่ คุณพ่อ หรือจะลูกน้อยด้วยก็ตาม ล้วนเป็นการเติมเต็มพลังรัก สานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว ที่สำคัญก็คือ แปรเปลี่ยนเป็นความสุขใจที่ส่งมาถึงคุณแม่

 

           
ถึงใครหลายคนบอกว่าแม่ท้องไม่ใช่คนป่วย ที่ต้องอยู่เฉย ๆ สามารถทำกิจวัตรประจำวันทั่วไปได้ แต่ก็ต้องระวังความปลอดภัย ดูแลตัวเองให้เหมาะสมระหว่างที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการสร้างความสุขทั้งกายและใจ เพื่อคุณและลูกน้อย ด้วยการสร้างความสุขใกล้ ๆ ตัวที่บ้านคุณเองค่ะ
 
 
ที่มา :: Vol.8 No.91 กรกฎาคม 2555

ชุดชั้นใน สำหรับคุณแม่พุงโต

ชุดชั้นใน สำหรับคุณแม่พุงโต
ตั้งครรภ์

Underwear for Mommy (Mother&Care) เรื่อง : แอปเปิ้ลสีแดง


"ชุดชั้นใน" ไม่เพียงแต่เป็น Accessory ของผู้หญิงทั่วไป แต่ยังเป็นอีกหนึ่งของใช้ชิ้นสำคัญที่แม่พุงโตต้องใส่ใจในการเลือกสวมใส่ เพราะกรเลือกชุดชั้นในที่ถูกต้องจะช่วยลดอาการไม่สบายตัว และบรรเทาอาการปวดเมื่อยหลัง ให้แม่ท้องได้ ฉบับนี้เราจึงมีวิธีการเลือกชุดชั้นในสำหรับคุณแม่พุงโต ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุตั้งครรภ์ถึงหลังคลอดมาฝากกันค่ะ

 


3 เดือนแรก

ช่วงนี้พุงของแม่ท้องยังขยายไม่ใหญ่มาก ในช่วงอายุครรภ์น้อย ๆ เช่นนี้ อาจเลือกสวมกางเกงในแบบ บิกีนี่ ที่ขอบเอวอยู่ใต้ท้อง จะช่วยทำให้รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด และไม่รัดแน่นอยู่บริเวณหน้าท้อง การเลือกใส่ บิกีนี่ ยังเป็นอีกหนึ่งการสร้างความรู้สึกเชิงบวกต่อแม่ท้อง เป็นการเรียกความเซ็กซี่ สร้างความมั่นใจกลับคืนมา เพราะช่วง 3 เดือนแรกที่สรีระเปลี่ยนแปลงไป เป็นช่วงที่แม่ท้องหลายคนอาจยังทำใจกับรูปร่างใหม่ไม่ได้มากนัก
 


อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

ช่วงนี้หน้าท้องจะเริ่มขยายใหญ่และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่บางท่านอาจเกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว จึงควรหันมาเลือกสวมใส่ "กางเกงในพยุงครรภ์" ซึ่งตัดเย็บมาเฉพาะสำหรับแม่ท้อง ช่วยโอบอุ้มท้อง แบกรับน้ำหนักท้อง ทำให้แม่พุงกลมเดินสะดวกยิ่งขึ้น และช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ ได้ โดยการตัดเย็บจะออกแบบตัดต่อรอบใต้ท้องด้วยผ้า 2 ชิ้น ซึ่งมีความยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ตามสรีระ ก่อนซื้อควรประเมินก่อนว่ากางเกงในสามารถขยายได้ถึงกี่นิ้ว เพราะยิ่งใกล้คลอด ท้องคุณแม่ก็จะยิ่งโตขึ้น จึงต้องเผื่อในจุดนี้ด้วย
 


ช่วงหลังคลอด

ช่วงนี้ส่วนใหญ่คุณแม่มือใหม่จะกังวลและเครียดกับรูปร่าง เรื่องปัญหาหน้าท้องไม่ยุบ สะโพกใหญ่ วิธีที่จะช่วยพิชิตไขมันส่วนเกินและกระชับหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้น ให้เลือกกางเกงในแบบ สเตย์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระชับกล้ามเนื้อและไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี โดยอาจจะเลือกแบบมีซิปด้านข้าง หรือแบบตะขอเกี่ยวด้านข้างเพื่อทำให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น
 


Tips
 

         
ควรเลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมใส่สบาย ซึมซับเหงื่อ ช่วยลดการอับชื้นอันเป็นสาเหตุของเชื้อรา

         
หมั่นรักษาความสะอาดของกางเกงในโดยการซัก และตากไว้ในที่ที่มีลมโกรกได้ดี เพราะถ้าดูแลรักษาไม่ดีเชื้อโรคและเชื้อราต่าง ๆ อาจมาเยือนได้ค่ะ

         
 
นอกจากกางเกงในปกติ แม่ท้องยังมีตัวช่วยเสริมให้เลือกใช้ เช่น เข็มขัดพยุงครรภ์ ที่ออกแบบมาสำหรับแม่ท้องช่วยในการรองรับน้ำหนักท้อง ลดภาระของกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดหลัง และช่วยให้คุณแม่เดินได้สบายขึ้น
 
 
ที่มา :: Vol.8 No.91 กรกฎาคม 2555

8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

8 เคล็ดลับทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น




คนเป็นแม่คงไม่ขออะไรไปมากกว่า การเห็นลูกของตัวเองกิน นอน เล่น และขับถ่ายเป็นเวลาก็พอแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ลูกมีอาการผิดปกติไปจากเดิมล่ะก็ คนเป็นแม่ก็คงไม่สามารถสงบจิตสงบใจตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องการนอน เพราะการนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับลูก ถ้าลูกนอนไม่หลับแล้วคนเป็นแม่จะหลับตาลงได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยหยิบ 9 วิธีดี ๆ เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถส่งลูกเข้านอนได้ง่ายขึ้นมาแนะนำ

 



1. ใช้เสียงกล่อม

สิ่งที่ลูกของคุณต้องการก็คือความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากคุณ ดังนั้นก่อนนอน คุณก็อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงของคุณก็ได้ แต่ถ้าหากร้องเพลงกล่อมอย่างเดียวไม่ได้ผล ก็แนะนำให้คุณอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย ซึ่งรับรองว่าวิธีนี้ลูกของคุณจะหลับสนิทภายใน 10 นาทีนี้แน่นอน
 


2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า

ผิวเด็กเนี่ยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า ฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เหมือนอยู่ในอ้อมอกของคุณแม่ยังไงล่ะ
 


3. ลูบท้องเด็ก

สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ
 


4. ลดแสงสว่างในห้อง

ร่างกายของลูกนั้นจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูกยังไงล่ะ
 


5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน

กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย
 


6. ให้ลูกอิ่มก่อนเข้านอน

ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่
 


7. ขัดตัวให้ลูก

บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ
 


8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก

ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา

 

          
หวังว่าเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ จะช่วยคลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกได้มากขึ้นนะคะ ซึ่งลูกของแต่ละคนก็มีนิสัยการนอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณแม่ก็ลองดูแล้วกันนะคะว่าวิธีไหน ที่จะทำใหคุณส่งลูกเข้านอนได้ง่ายที่สุดบ้าง