Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ป้องกันเจ้าตัวเล็ก พ้นภัยอุบัติเหตุสมอง

ป้องกันเจ้าตัวเล็ก พ้นภัยอุบัติเหตุสมอง




ป้องกันเจ้าตัวเล็ก พ้นภัยอุบัติเหตุสมอง


          เด็กเป็นวัยที่ซุกซน ไม่อยู่นิ่ง เนื่องจากเป็นวัยแห่งการเล่นและการเรียนรู้ พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นพัฒนาการในการเจริญเติบโตของพวกเขา และบางครั้งนำมาซึ่งความสุ่มเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุที่จะตามมา ดังนั้นหนทางที่เราจะป้องกันให้สิ่งเหล่านั้นลดน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล จะต้องตระหนักพร้อมหาวิธีจัดการ เพราะบางครั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงและกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขาตลอดไปหากเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ เช่น "สมอง"

         เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานเสวนาที่น่าสนใจที่นำเสนอแนวทางที่จะลดความเสี่ยงข้างต้น ภายใต้ชื่องาน จัดการความปลอดภัยสำหรับเด็กปฐมวัย : ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างของระบบ "อภิวัฒน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย" จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

         
นางงามตา รอดสนใจ จากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า จากการศึกษาการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) พบว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุของเด็กคือ ขาดวิธีจัดการความปลอดภัยตามมาตรฐานความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน 6 เรื่อง จากอาคาร ผลิตภัณฑ์ การเดินทาง ระบบป้องกันภัยจากบุคคล กิจกรรมการเรียนรู้ และระบบฉุกเฉิน ที่ล้วนแล้วเกี่ยวพันกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสมองของเด็ก

         ดังนั้น ศูนย์วิจัยฯ จึงผลิตสื่อขยายผลในวงกว้าง เน้นให้ความสำคัญกับสมองของเด็ก และชูเรื่องการปกป้องสมองเป็นประเด็นนำ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง เนื่องจากสมองมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย การเคลื่อนไหว ความคิด ความจำ การสื่อสาร อารมณ์ ความรู้สึก และประสาทสัมผัสทั้งห้า 
         "แต่ถ้าสมองถูกทำลาย ไม่ใช่เพียงแค่พิการ แต่อวัยวะภายในและประสาทสัมผัสทั้งห้าจะถูกทำลาย ไม่สามารถสื่อสาร จดจำ คิดอ่าน แก้ไขปัญหาในชีวิตได้ อารมณ์และพฤติกรรมก็จะแปรปรวน สิ่งเหล่านี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ เนื่องจากทุกคนรู้ว่าสมองสำคัญ แต่การปฏิบัติที่เป็นอยู่ในวิถีชีวิตไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร หรือไม่ละเอียดพอในการใส่ใจต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก และที่สำคัญไม่รู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่เป็นภัยอันตรายคุกคามสมองของเด็กได้"


         นางงามตา กล่าว และว่า แนวทางแก้ไขคือ จะต้องมีระบบเฝ้าระวังและค้นหาปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บในเด็ก ด้วยการเฝ้าระวังการบาดเจ็บโดยการใช้แบบบันทึกการบาดเจ็บ และแบบบันทึกจุดเสี่ยง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุการบาดเจ็บของเด็ก เพื่อนำมาสู่การแก้ไขโดยสาเหตุ 4 ประการที่ทำลายสมอง ประการแรกคือ สมองบาดเจ็บ (จากแรงกระแทกเกินกว่า 300 G) จากการโดยสารรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย สมองบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เครื่องเล่นล้มทับ มวยเด็ก สเกตบอร์ด รองเท้าสเกต  

         ต่อมาคือ สมองขาดออกซิเจน จากการจมน้ำ สิ่งอุดตันทางเดินหายใจ และสิ่งของรัดคอ ประการต่อมาคือ สารพิษทำลายสมอง (สมองเป็นพิษ) จากการได้รับสารตะกั่วจากโรงงาน สี ของเล่น และของใช้อื่น ๆ ควันบุหรี่ และประการสุดท้ายคือ สมองถูกทำลายเชื่อมโยงเซลล์ประสาท จากการใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต สื่อเทคโนโลยี ติดต่อกันเป็นเวลานาน

         สื่อชุด "สิ่งของกับสมองเด็ก" เป็นนวัตกรรมที่เน้นให้ความสำคัญกับสมองของเด็ก และชูเรื่องการปกป้องสมองเด็กเป็นประเด็นนำ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง โดยจัดทำเป็นแผนการจัดประสบการณ์ 4 เรื่อง คือ สมองกระทบกระเทือน, สมองกับออกซิเจนเป็นเพื่อนกัน, เมื่อสมองติดเกม, และสุดท้ายคือ สมองเป็นพิษ 

         สื่อดังกล่าวนี้เป็นลักษณะเรื่องเล่าคล้ายนิทาน ซึ่งบอกตั้งแต่วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการสอน การเตรียมการ อุปกรณ์ การสรุป และการประเมินผล โดยคาดหวังให้ครูพี่เลี้ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนำไปจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กเรียนรู้ ซึ่งขณะนี้ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ได้ส่งชุดสื่อ 4 เรื่อง และคู่มือการสอน "สิ่งของกับสมองเด็ก" ให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เข้าร่วมโครงการแล้ว นางงามตา กล่าว


         นอกจากคู่มือผ่านสื่อการเรียนรู้ดังกล่าวแล้ว สิ่งของรอบตัวเด็ก ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มักจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลจะต้องพึงระวังไม่แพ้กัน
         พื้นบ้าน บันไดบ้านจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย นอกจากจะไม่ปล่อยให้พื้นเปียกน้ำเฉอะแฉะ หรือเป็นคราบมันที่อาจทำให้เด็กลื่นหกล้มแล้ว บรรดาของเล่น เครื่องเรือนต่าง ๆ ก็ไม่ควรทิ้งระเกะระกะตามพื้น เพราะนั่นล้วนอาจทำให้พวกเขาเดินสะดุด หรือลื่นล้ม แขน ขา ปาก หรือหัวกระแทกพื้นได้ 
         ห้องครัวบางครั้งขณะผู้ปกครองกำลังเพลินอยู่กับการทำอาหาร ไม่ทันได้ระวัง ปล่อยให้ลูก ๆ วิ่งเล่น วิ่งไล่กันอยู่ในบริเวณที่ผู้ดูแลเด็กกำลังถือมีด ถือตะหลิว หรือเปิดเตาทำอาหาร ลูกอาจโดนน้ำมันร้อน ๆ กระเด็นเข้าใส่ หรือลูกอาจคว้ามีดทำครัวที่เผลอวางไว้มาเล่นกัน นำมาซึ่งเหตุไม่คาดฝัน
         โต๊ะอาหารที่เป็นกระจกหรือมีเหลี่ยมมีมุมดูสวยงาม ไม่เหมาะอย่างมากถ้าบ้านมีเด็ก ยิ่งในวัยซนก็อาจวิ่งหรือเดินเข้ามาชนเปรี้ยงเข้าให้ จึงควรเลือกซื้อโต๊ะทรงกลมหรือทรงรีที่มีความมั่นคงแข็งแรงแทน
         ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ และถังน้ำแทบไม่น่าเชื่อว่าในปี ๆ หนึ่งจะมีเด็กไม่น้อยเลยที่ตกตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ หรือศีรษะจมลงไปในถังน้ำจนเสียชีวิต ดังนั้นจะต้องปิดฝาให้มิดชิดทุกครั้งหลังการใช้งาน ส่วนถังน้ำก็ต้องหมั่นตรวจเทน้ำออกให้หมด  และวางคว่ำลงทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ
           ห้องนอน เตียงนอนหากเด็กอายุยังไม่เกินกว่า 6 ขวบ ก็อย่าให้นอนเตียงชั้นบน (กรณีใช้เตียงแบบ 2 ชั้น) เพราะเสี่ยงต่อการตกเตียง เตียงเด็กควรจัดให้เข้ามุมหรือติดกับผนังห้อง จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้ตกเตียง การเลือกเตียงไม่ว่าจะเป็นแบบชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น จะต้องเลือกไม้ที่เรียบลื่น ไม่มีเศษเสี้ยนแหลมคมใด ๆ นอตแต่ละตัวของเตียงจะต้องยึดจับไว้อย่างแน่นหนา ไม้ที่ประกอบกันต้องเรียงอย่างถูกต้อง เข้าที่กันเป็นอย่างดี
         ยาฉีดยุง น้ำยาซักผ้า ครีมทารองเท้า กระทั่งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือวัตถุมีพิษทุกประเภทจะต้องเก็บซ่อนไว้ในตู้ที่ปิดล็อกสนิท หรือไว้บนที่สูงเกินกว่าเด็กจะเอื้อมหยิบถึง เพราะอาจหยิบไปเล่นหรือรับประทานได้

         รูปลั๊กไฟ เด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยซนและอยากรู้อยากเห็นว่านี่นั่นคืออะไร ก็มักจะชอบเอานิ้วน้อย ๆ หรือเอาของแหลม ๆ ไปแทง ไปแหย่เล่น แล้วก็เกิดไฟชอร์ต ไฟดูด จนถึงแก่ชีวิต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรติดตั้งปลั๊กไฟให้อยู่สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หรือถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนไปไว้ในที่สูง ก็จะต้องหาฝาครอบหรือแผ่นเสียบรูปลั๊กไฟมาปิดให้เรียบร้อย

         นอกจากป้องกันตามแนวทางข้างต้นแล้ว ก็ต้องดูแลและเอาใจใส่พวกเขาตลอดเวลา อย่าให้คาดสายตา เพราะบางครั้งอุบัติเหตุก็อยู่เหนือความคาดหมาย ที่จะเข้ามาโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญสุดคือห้ามประมาท







ที่มา     ::    (ไทยโพสต์)

รัฐประหารคืออะไร ต่างจากปฏิวัติอย่างไร ?

รัฐประหารคืออะไร ต่างจากปฏิวัติอย่างไร ?






การปฏิวัติ หรือ อภิวัฒน์ (revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองนั้น เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงครั้งเดียว จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monachy) เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475  ส่วนการ รัฐประหาร หมายถึงการล้มล้างรัฐบาลผู้บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครอง


สถิติรัฐประหารโลก

องค์กร The Center for Systemic Peace (CSP) จัดอันดับประเทศที่รัฐประหารบ่อยที่สุด ซึ่งประเทศไทยมีสถิติทั้งสิ้น 18 ครั้ง(อันดับที่4 ของโลก) เท่ากับ โตโก ซีเรีย และ กินี-บิสเซา แต่ยังน้อยกว่าอันดับที่ 1 คือ ซูดานที่มีสูงถึง 31 ครั้ง รองลงมาคือ อิรัก  24 ครั้ง และอันดับที่ 3 โบลิเวีย 19 ครั้ง ข้อสังเกตคือประเทศส่วนใหญ่จะอยู่ในตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และ แอฟริกาเป็นหลัก ประเทศไทยถือว่าเป็นชาติเดียวที่มาจากเอเชียฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี พม่าและลาวตามมาห่างๆอยู่ที่ 6 ครั้ง
สถิติดังกล่าวนั้นไม่นับรวมถึงการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง การลุกฮือของประชาชน สงครามกลางเมือง การลงจากอำนาจโดยสมัครใจ การส่งต่ออำนาจให้ทายาททางการเมือง การเสียชีวิตของผู้นำ การลอบสังหารผู้นำ และการถูกรุกรานจากกองกำลังต่างชาติ



รัฐประหารในประเทศไทย

คณะรัฐประหารของไทยที่ก่อการสำเร็จ มักจะเรียกตนเองหลังก่อการว่า "คณะปฏิรูป" หรือ "คณะปฏิวัติ" เพื่อให้มีความหมายไปในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอว่าการ "ปฏิวัติ" หรือ "อภิวัฒน์" (revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองนั้น เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงครั้งเดียว จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แต่ความเห็นอีกด้านหนึ่งกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะผสมผสาน ระหว่างการปฏิวัติกับการรัฐประหาร เนื่องจากมีการใช้กำลังทหาร ในการควบคุมบังคับ เพื่อระงับอำนาจของรัฐบาล ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ก่อการรัฐประหารในประเทศไทยเป็นผลสำเร็จ ล้วนแต่มาจากฝ่ายทหารบกทั้งสิ้น[ต้องการอ้างอิง] ส่วนทหารเรือเคยพยายามก่อรัฐประหารมาแล้ว ในกรณีกบฏวังหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2492 และกบฏแมนฮัตตัน เมื่อปี พ.ศ. 2494 แต่กระทำการไม่สำเร็จ แล้วหลังจากนั้น ทหารเรือก็เสียอำนาจในการเมืองไทยไป


รายชื่อรัฐประหารในประเทศไทย
  1. รัฐประหาร 1 เมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
  2. รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 นำโดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจรัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
  3. รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
  4. รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
  5. รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
  6. รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
  7. รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ตามที่ตกลงกันไว้)
  8. รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
  9. รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
  10. รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
  11. รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
  12. รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
  13. รัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แทน"นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง)

ทั้งนี้ บางตำราระบุว่า การปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 เป็นรัฐประหารครั้งแรกของไทย และมิได้แยกเหตุการณ์วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 เป็นรัฐประหารอีกครั้ง

108123-41



ที่มา   ::   MThai News.  ;   http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐประหาร


วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เพื่อนในจินตนาการ ช่วยเด็กเจริญเติบโตได้

เพื่อนในจินตนาการ ช่วยเด็กเจริญเติบโตได้




จินตนาการเด็ก

เพื่อนในจินตนาการ ช่วยเด็กเจริญเติบโตได้
(M&C แม่และเด็ก)


เรื่อง : รศ.สุพัตรา สุภาพ อาจารย์อาวุโส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ นสพ.และนิตยสาร วิทยากรในวิทยุโทรทัศน์
          พ่อแม่หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ว่าเด็ก ๆ จะมีเพื่อนในจินตนาการ ซึ่ง รอน ฮอลลิดอย นักจิตวิทยาแห่งโคลัมเบีย วิจัยเรื่องคุณค่าของครอบครัวเตือนบรรดาพ่อแม่ทั้งหลายว่า
         การมีเพื่อนจินตนาการที่ผิด ๆ อาจจะทำให้เด็กมีปัญหา เช่น ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม กล่าวเท็จ ขี้ขโมย เป็นต้น ตัวอย่างในอเมริกาก็มีให้เห็น ที่มีเพื่อนจินตนาการผิด ๆ จนทำให้ก่ออาชญากรรม เช่น เทด บัน ดี และชาร์ลส แมนสัน
         ขณะเดียวกัน การมีเพื่อนจินตนาการที่ดี จะช่วยสอนให้ลูกของเรามีความประพฤติที่ถูกต้องเหมาะสม ฮอลลิดอยยังเตือนใจต่อว่า ในชีวิตจริง ถ้าลูกเราคบเพื่อนไม่ดี ที่ชอบทำผิด ก็ต้องพูดจาแนะนำสั่งสอนไม่ให้ลูกเราหลงผิดไปกับเพื่อนที่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง เพราะในบั้นปลายลูกเราก็คงจะเป็นคนดียาก หรือทำผิดไปด้วย
เทคนิคการคบเพื่อนดี

         ปัจจุบัน วัยรุ่นไม่น้อยมีปัญหาให้พ่อแม่หนักใจ เช่น ไม่เรียนหนังสือ หนีเที่ยว ลักเล็กขโมยน้อย (หรือใหญ่) เป็นสเกาท์ หรือสก๊อยท์ ติดยา หรือขายยาเสพติด โกหก หนีออกจากบ้าน เป็นต้น
         George Sanford เขียนเรื่อง How to Pick An Imaginationary Friend For Your Child บอกว่า การคบเพื่อนเป็นส่วนสำคัญของลูกเราที่จะเป็นคนดีหรือคนมีปัญหา เขาบอกว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่นให้เคล็ดลับ คือ 
         1. สอนคุณค่าที่ดีเช่น ความซื่อสัตย์ เมตตา สุภาพ มีน้ำใจ ให้อภัย ขออภัย เป็นต้น รวมทั้งเป็นตัวอย่างในการทำดี มีคุณธรรมตามที่สอนเด็ก อย่าลืมว่าเด็กอยู่กับใคร ก็จะมีนิสัยใจคอเหมือนคนที่เลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่าง ที่เห็นในข่าวที่แม่พาลูกอายุประมาณ 7 ขวบ เข้าไปในร้านอาหารแถวพัทยา ซึ่งมีแขกฝรั่งทั้งชายหญิงนั่งกันเต็ม โดยแม่กับผู้หญิงอีกคนนั่งโต๊ะข้าง ๆ ฝรั่ง แล้วให้ลูกเดินเข้ามาในร้านอ้อมไปหลังผู้หญิงฝรั่งที่กำลังกินอาหาร แล้วเด็กเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าที่ผู้หญิงฝรั่งวางไว้หลังเธอ โดยผู้หญิงฝรั่งไม่รู้ตัว เนื่องจากเด็กตัวเล็กและเลยขอบเก้าอี้มานิดเดียว ทำอะไรจึงไม่มีใครเห็น ประกอบกับเด็กท่าทางชำนาญ มองซ้ายขวาก่อนล้วงกระเป๋าเงินเหยื่ออย่างรวดเร็ว แล้วเด็กก็เดินออกไปโดยมีแม่รีบเดินประกบลูกจนออกนอกร้าน เด็กคนนี้อาจทำเพราะถูกสอนหรือบังคับก็ตาม แต่เป็นการสอนเด็กให้เสียคน และถ้าไม่เปลี่ยนนิสัย โตขึ้นอาจมีโอกาสได้กินข้าวแดงในคุก
         2. ใช้ชื่อเพื่อนจินตนาการง่าย ๆเช่น เอ บี ซี ดาว เดือน เป็นต้น เด็กจะได้ไม่สับสน ถ้ามีเพื่อนจินตนาการเกินหนึ่งคน หรือแค่หนึ่งคนก็ควรมีชื่อ
         3. พ่อแม่ช่วยแนะนำให้เด็กจินตนาการควรทำตั้งแต่เด็กยังเล็ก ๆ ดีกว่าให้เด็กหาเพื่อนในจินตนาการเอาเอง จนอาจได้เพื่อนน่ากลัว หรือผิด ๆ รอน ฮอลลิดอย ย้ำ ต่อให้เด็กเห็นตุ๊กตาสุนัข หมี ลิง เป็นเพื่อน ก็ต้องยอมรับแบบไปตามน้ำ พอแกโตขึ้นหน่อยแกคบเพื่อนจริง ๆ ก็จะรู้ว่าเพื่อนในจินตนาการไม่ใช่ของจริง
         4. สร้างเพื่อนในจินตนาการตามที่เด็กชอบเช่น เด็กชอบสีฟ้า อาจให้เพื่อนในจินตนาการใส่เสื้อสีฟ้า หรือผมสีฟ้า


         5. ให้นึกว่าเป็นเพื่อนจริงเปรียบเสมือนกำลังพูดกับคู่แฝด เพื่อให้แกอยากทำ เช่น แอลลี่กับบีจะดื่มนม, ไปอาบน้ำกันไหม, นอนกันดีกว่า รวมทั้งห้ามพี่ ๆ หรือญาติล้อเลียน เด็กเล็ก ๆ ว่ามีเพื่อนที่ไม่มีตัวตน
         6. ใช้เพื่อนจินตนาการเป็นต้นแบบที่ดีเช่น ลูกเรากล่าวคำเท็จ เราต้องบอกเด็กว่า บียังไม่พูดโกหก บีพูดแต่ความจริงไม่หลอกใครใช่ไหม
         7. ให้รางวัลเพื่อนจินตนาการที่ทำดีเช่น บีกินข้าวเองได้ต้องให้รางวัล, บีแปรงฟันก่อนนอก ดีมากจริง ๆ, บีไม่ฉีกหนังสือ แม่จะซื้อสมุดภาพให้

         8. ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด รอน ฮอลลิดอยบอกว่า พอเด็กอายุ 11-12 เดือน ก็ควรสอนให้เด็กหยุด รวมทั้งอย่าได้ส่งเสริมเด็กให้มีเพื่อนจินตนาการต่อไป เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาเด็ก
         9. เพื่อนจินตนาการที่ดีมีอิทธิพลต่อคุณค่าการดำรงชีวิตของเด็กซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่ใกล้ชิดกับลูกได้วางรากฐานของการคบเพื่อนที่ดี ไม่ว่าในโลกแห่งจินตนาการหรือโลกแห่งความเป็นจริง เป็นการนำทางลูกด้วยความรัก ไม่ควรเอาแต่ตำหนิ แต่ให้กำลังใจ และควรสอนลูกโดยเฉาพะเล็ก ๆ ซึ่งแกอาจไม่เข้าใจเท่าเด็กโตเป็นการค่อย ๆ พูดจาทำความเข้าใจ พูดง่าย ๆ คือ ชมเชยส่วนดีของลูก ให้เกียรติลูกไม่ว่าจะยังเล็กหรือโตแล้ว เป็นเพื่อนแกและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกเสมอ
         นี่คือข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญที่น่าสนใจ เพราะเพื่อนคือบุคคลสำคัญในชีวิตของลูก โดยเฉพาะ Dr.Jacques Chevier ศึกษาเรื่องการมีเพื่อนของลูกว่า เพื่อนเล่นบางคน คือชาตานกลับชาติมาเกิด ในหนังสือ Apocalypse Now ! โดยเขาเชื่อว่า ควรระวังการมีเพื่อนเล่นของลูก เพื่อลูกจะได้ปลอดภัย Dr.Jacques Chevier ศึกษาจากประวัติความเป็นมาทางใต้ของอิตาลี และเตือนเรื่องเพื่อนว่า
         1. ฟังภาษาทารกมักจะพูดไม่เป็นภาษา แต่ถ้าพูดภาษาแปลก ๆ โบราณ ๆ หรือทำตาเหลือกไปข้างบน ก็อย่าให้ลูกไปเล่นด้วย
         2. โกรธเกินปกติและทำหน้าตาน่ากลัว เหมือนผีสิง ปีศาจ หรือซาตาน
                  
3. วาดภาพน่ากลัวภาพแบบนี้ไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์หรือทักษะ แต่เป็นอาการของเด็กไม่น่าคบ ลูกเราจะได้ไม่ตกใจ

         4. กลิ่นตัวเหม็น
 จนผ้าอ้อมเหม็นผิดปกติ ไม่ว่าจะมีฉี่อึหรือไม่ สิ่งที่ Dr.Jacques Chevier กล่าวมีมากกว่านี้ แต่คัดมาอ่านแค่ขำ ๆ ว่าฝรั่งก็เชื่อเรื่องผีสาง คนไทยเชื่อเรื่องผีสางไม่น้อยแต่คงไม่ถึงกับหาว่า ลูกมีเพื่อนเป็นซาตานหรือไม่ เขายังบอกอีกว่า ทางป้องกันที่ดี คือให้ลูกเพื่อนสาบานต่อหน้าคัมภีร์ไบเบิ้ล ถ้าเป็นคนไทย คงรดด้วยน้ำมนต์ หรือสาดด้วยข้าวสาร หรือผูกสายสินจญ์ที่ข้อมือ
         อย่างไรก็ตาม ก็ยังดีที่ Dr.Jacques Chevier บอกว่า อย่าไปเหมาว่าเด็กคนนี้เป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด เพราะไม่ยุติธรรม

         อ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ใช้วิจารณญาณกันเอง แต่พอสรุปได้ว่า คบเพื่อนดี เป็นศรีแก่ตัว, คบเพื่อนชั่ว อัปราชัย, คบกับใครต้องมีเหตุผลหน่อย





ที่มา   ::   
 ปีที่ 37 ฉบับที่ 504 กุมภาพันธ์ 2557



วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คำอวยพรวันพ่อเป็นภาษาอังกฤษ

คำอวยพรวันพ่อเป็นภาษาอังกฤ





On this great event I pray for my Father

That my God bless my father keep healthy and

Because father is box of happiness for me today tomorrow and forever.

Happy fathers day.



ในโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้ ลูกอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพ่อ

ให้มีสุขภาพแข็งแรง พ่อจะเป็นกล่องความสุขของลูก

ทั้งวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไป

สุขสันต์วันพ่อค่ะ


You’ve seen me laugh. You’ve seen me cry.
And always you were there with me.
I may not have always said it but thanks and I love you. Happy Father’s Day.

พ่อเคยเห็นลูกทั้งตอนหัวเราะและร้องไห้
และไม่เคยทิ้งลูกไปไหน
ลูกอาจไม่เคยพูดคำว่ารักได้บ่อย ๆ
แต่ลูกขอบคุณและรักพ่อ ขอให้พ่อมีความสุขมาก ๆ นะ



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

You are every thing to me
Whom i can share my all secrets
You are always there to help me
May you live long.

พ่อคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตลูก
ที่ลูกสามารถแชร์ความลับทุก ๆ อย่างให้ฟังได้
พ่อคือคนที่อยู่ที่เดิม เพื่อช่วยเหลือลูกมาตลอด
ขอให้พ่ออยู่กับลูกไปนาน ๆ นะ

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

Hope your day be as bright as your smile
and as warm as your heart.

ขอให้วันของพ่อสดใสเหมือนกับรอยยิ้มพ่อ
และอบอุ่นเหมือนกับหัวใจของพ่อ



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

I feel safe when you are with me
you show me fun things to do
you make my life much better
The best father I know is you.

ลูกรู้สึกปลอดภัยเวลาที่อยู่กับพ่อ
พ่อทำให้ลูกรู้ว่าในชีวิตมีอะไรสนุก ๆ ให้ทำเยอะ
พ่อทำให้ชีวิตของลูกดีขึ้น
และพ่อคือพ่อที่ดีที่สุดเท่าที่ลูกเคยรู้จักมา

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

I wish you all the best in life and long life.
You are the reason I’m here and everything what I am.
Thank you for what you done for me.

ขอให้พ่อเจอแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตและอยู่กับลูกไปนาน ๆ
พ่อคือเหตุผลที่ทำให้ลูกมาอยู่ตรงนี้ และทำให้ลูกเป็นลูกได้ในวันนี้
ขอบคุณสำหรับทุก ๆ สิ่งที่พ่อทำเพื่อลูก

Daddy’s hands were soft & kind
when I was crying
Daddy’s hands were hard as steel
when I’d done wrong,
Daddy’s hands weren’t always gentle,
but I’ve come to understand…
There was always love in Daddy’s hands.



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

Heaven must be really small,
because I can see it in my father eyes.

สวรรค์ที่แท้จริงนั้นเล็กจริง ๆ
เพราะลูกสามารถมองเห็นได้ในแววตาของพ่อ

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

I strongly believe in love at first sight,
because I have loved you my dad since I opened my eyes.

ลูกเชื่อในรักแรกพบอย่างสนิทใจ
เพราะลูกรักพ่อตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลก



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

I can’t think of any need in childhood as strong as the need for father’s
protection.

ลูกคิดไม่ออกเลยว่า จะมีสิ่งใดในวัยเด็กลูกต้องการมากไปกว่าการปกป้องจากพ่ออีกแล้ว

สองมือของพ่อช่างนุ่มนวลและแสนดี
เวลาที่ลูกร้องไห้
สองมือของพ่อช่างแข็งแกร่งดังเหล็ก
เวลาที่ลูกทำผิด
แต่แม้ว่าสองมือของพ่อจะไม่อ่อนโยนบ้างในบางครั้ง
ลูกก็เข้าใจดีว่า ไม่ว่าจะอย่างไร
สองมือของพ่อก็มีความรักอยู่ในนั้นเสมอ

==================

Do you know
why i feel like the
luckiest girl on earth?
Cause I have got the bestest dad in the world, YOU.
I’m so proud to be daddy’s girl.

พ่อรู้ไหม ทำไมหนูถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
เพราะหนูมีพ่อที่ดีที่สุดในโลกอย่างพ่อไง
หนูภูมิใจที่สุดแล้วที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อ



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

The greatest gift
I ever had
Came from God;
I call him Dad!

มีของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
ที่ลูกเคยได้รับจากพระเจ้า
ลูกเรียกสิ่งนั้นว่า “พ่อ”

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

Thank you for being a great dad to us!
Your memories will always live in the very core of my heart.
I miss you Daddy.

ขอบคุณสำหรับการเป็นพ่อที่ดีของเรา
ความทรงจำของพ่อจะปรากฎชัดเจนอยู่ในทุกพื้นที่ของหัวใจลูก
ลูกคิดถึงพ่อเหลือเกิน

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย…

You may be out of sight but you are always in my mind.

พ่ออาจอยู่ไกลเกินจะมองเห็นได้ แต่พ่อก็อยู่ในใจของลูกเสมอ



คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย

Your arms were always open when I needed a hug.
Your heart understood when I needed a friend.
Your gentle eyes were stern when I needed a lesson.
Your strength and love has guided me and gave me wings to fly.

สองแขนของพ่ออ้ากว้างเสมอเมื่อลูกต้องการอ้อมกอด
หัวใจของพ่อเข้าใจลูกเสมอเมื่อลูกต้องการเพื่อน
ดวงตาอ่อนโยนของพ่อดูเคร่งขรึมเมื่อลูกต้องการบทเรียน
ความเข้มแข็งและความรักของพ่อนำทางลูกและให้ลูกได้กางปีกบิน

คำคม อวยพรวันพ่อ ภาษาอังกฤษ แปลไทย…

For the best father who always had a smile for me.
I know we may be far apart right now.
So here’s a great big hug and kiss.

สำหรับพ่อที่ดีที่สุด ที่ยิ้มให้ลูกเสมอ
ลูกรู้ว่าตอนนี้เราอาจจะอยู่ไกลกัน
แต่นี่จะเป็นอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและรอยจูบจากลูก




ที่มา   ::  ที่มา http://www.kapook.com
www.siam55.com
www.jamjung.com