Learn with Prin เรียนรู้ไปพร้อมกับน้องปริญญ์

จำหน่ายผลิตภัณฑ์ Legacy /Reborn Set ลด Fat ตัวช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนัก แบบถูกวิธี 🔥 ติดต่อสอบถาม/สั่งซื้อ 📍 โทร ☎️ :: 084-110-5021 🌸 Line ID :: pla-prapasara 🌸 รับโปรโมชั่นสุดพิเศษเฉพาะทาง Line นะคะ 📍

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผาแดง นางไอ่

 

ตำนานผาแดง นางไอ่

 ตำนานผาแดงนางไอ่

ตำนานผาแดงนางไอ่นี้ แต่ละแห่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้เขียนหยิบยกเนื้อหาจากอินเทอร์เนตที่ค่อนข้างครอบคลุมเรื่องราวโดยรวมมานำเสนอ และได้ตัดทอนบางส่วนที่เป็นคำพูดเพื่อความเหมาะสม โดยผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดโดยใช้วิจารณญาณเพิ่มเติมได้จากรายการอ้างอิง

 

สำนวนที่ 1

ตำนานผาแดง-นางไอ่

 

“พระยาขอม” ผู้ครองเมืองเอกชะธีตา (เมืองสุวรรณโคม) มีธิดานางหนึ่งชื่อ “นางไอ่”2 ซึ่งจัดเป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงามในวัยแตกเนื้อสาว ซึ่งจะหาสาวงามนางใดในสามไตรภพมาเทียบมิได้ ความงดงามของเธอเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองกันทุกคน

"ท้าวผาแดง" เจ้าชายเมืองผาโพง ทราบข่าวเล่าลือถึงสิริโฉมอันงดงามของ นางไอ่ ก็เกิดความหลงไหลใฝ่ฝันในตัวนางเป็นอย่างมาก จึงวางแผนทอดสัมพันธ์ไมตรีด้วยการส่งแก้วแหวนเงินทองและ         ผ้าแพรพรรณเนื้อดีไปฝาก นางไอ่ เมื่อมหาดเล็กนำเอาสิ่งของไปมอบให้ แถมยังได้บอก นางไอ่ ถึงความรูปหล่อ องอาจ ผึ่งผายของ ท้าวผาแดง ให้ฟัง เท่านั้นเองนางก็เกิดความสนใจและฝากเครื่องบรรณาการไปฝาก ท้าวผาแดง เป็นการตอบแทนด้วย ท้าวผาแดง จึงขี่ม้าแอบมาหานางไอ่ และได้สมัครรักใคร่กัน แล้วสัญญากันว่าจะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานกันตามประเพณีในไม่ช้านี้

ฝ่าย“ท้าวพังคี” ลูกชายพญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ก็เป็นอีกตนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันอยากยลสิริโฉมของ นางไอ่ ทั้งนี้เพราะเป็นเวรกรรมในอดีตชาตินั้นบันดาลให้มีอันเป็นไป

โดยเรื่องมีอยู่ว่า ท้าวพังคี เมื่อชาติก่อน เป็นชายหนุ่มที่ยากจนและเป็นคนใบ้ เดินทางเที่ยวขอทานไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนมาถึงหน้าบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง และได้เข้าไปอาศัย ช่วยทำงานให้บ้านของเศรษฐีโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทำให้เศรษฐีมีความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก ถึงกับยกลูกสาวสวยนางหนึ่งให้เป็นภรรยา ลูกสาวของเศรษฐีนางนี้คือนางไอ่ในชาติปางก่อน ท้าวพังคีในชาตินั้นเป็นคนไม่เอาไหน แทนที่         จะรักภรรยาลูกเศรษฐีกลับไม่สนใจใยดี ไม่ยอมหลับนอนด้วยกันฉันสามี – ภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว ภรรยาก็ไม่           ปริปากบอกใครทราบ ปรนนิบัติสามีเยี่ยงภรรยาที่ดี เสมอมา

อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวพังคีก็คิดถึงญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของตน จึงพาภรรยากลับไปเยี่ยม        บ้านเศรษฐีผู้เป็นบิดาได้จัดแจงให้ลูกสาวหาบเสบียงอาหารตามผัวไป ท้าวพังคีหนุ่มใบ้ก็ไม่เคยช่วยเหลือนางด้วยการหาบแทนเลย นางทนลำบากหาบของหนักข้ามห้วย และป่าเขา จนกระทั่งเสบียงอาหารหมดลงกลางทาง ท้าวพังคีเห็นมะเดื่อสุกเต็มต้น จึงขึ้นไปเก็บกินแทนข้าว ฝ่าย นางไอ่ชะเง้อคอแหงนหน้าขึ้นมองท้าวพังคีผัวรักให้โยนลูกมะเดื่อลงไปให้กินบ้าง แต่ท้าวพังคี กลับไม่ใส่ใจเนื่องจากเป็นคนใจแคบ กินอิ่มคนเดียวแล้วก็ลงจากต้นมะเดื่อเดินหนีไป นางจึงขึ้นเก็บกินเอง เมื่อนางกินอิ่มแล้วก็ลงมาแต่ไม่พบท้าวพังคี จึงออกเดินตามหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ นางมีความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง พอเดินทางถึงต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ นางจึงลงอาบน้ำและดื่มกินจนมีความสดชื่นขึ้นมา จึงตัดสินใจแล้วอธิษฐานว่า “ชาติหน้าขอให้สามีตายอยู่บนกิ่งไม้ และอย่างได้เป็นสามี – ภรรยากันอีกเลย”ด้วยแรงอธิษฐานของนาง ชาติต่อมา “เจ้าใบ้” สามีจึงเกิดมาเป็นท้าวพังคี ส่วนเธอเองได้เกิดมาเป็นนางไอ่

ฝ่ายพระยาขอม เห็นว่านางไอ่ธิดาสาวผู้มีเรือนร่าง และใบหน้าอันสิริโฉม หาหญิงใด      ในหล้ามาเปรียบเทียบมิได้ ปัจจุบันเธอก็โตเต็มสาวแล้ว จึงมีใบฎีกาแจ้งไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ ให้ทำบั้งไฟ          มาจุดแข่งขันกันที่เมืองเอกชะธีตา เพื่อจุดถวายพญาแถนผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง หากบั้งไฟเมืองไหนขึ้นสูงกว่าคนอื่น ก็จะได้นางไอ่ธิดาสาวผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง

พระยาขอม ได้กำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนหก เป็นวันงาน ทำให้เจ้าชายเมืองต่าง ๆ          ทำบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน มาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย บุญบั้งไฟครั้งนั้นนับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่มโหฬาร     พอถึงวันงานผู้คนก็หลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังมีการแข่งขันตีกลอง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า “เส็งกอง” กัน            อย่างครึกครื้น หนุ่ม - สาวต่าง จ่ายผญา เกี้ยวพาราศีกันอย่างสนุกสนาน

“บุญบั้งไฟ” ในครั้งนี้ แม้ท้าวผาแดงจะไม่ได้รับฎีกาบอกบุญเชิญให้นำเอาบั้งไฟ ไปร่วมงานด้วยก็ตาม แต่พระยาขอมว่าที่พ่อตา ก็ให้การต้อนรับท้าวผาแดงเป็นอย่างดี

ฝ่าย ท้าวพังคี เจ้าชายเมืองบาดาล ก็อยากมาร่วมงานกับมนุษย์ เพราะต้องการยลโฉม        นางไอ่ เป็นกำลัง และคิดและวางแผนในใจว่า บุญบั้งไฟครั้งนี้ข้าต้องไปให้ได้ แม้พ่อข้าจะทัดทานอย่างไรก็ตาม จากนั้นก็พาไพร่พลส่วนหนึ่งออกเดินทางขึ้นมาเมืองมนุษย์

ก่อนโผล่ขึ้นเมืองเอกชะธีตาของพระยาขอม ผู้เป็นใหญ่ ท้าวพังคีก็พาบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์บ้าง สัตว์บ้าง ส่วนท้าวพังคี ได้แปลงร่างเป็น กระรอกเผือก ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า กะฮอกด่อน ได้ออกติดตามลอบชมโฉมนางไอ่ ในขบวนแห่ของ พระยาขอม เจ้าเมืองไปอย่างหลงไหลในความงามของนาง

การจุดบั้งไฟแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทุกคนใจจดจ่ออยากรู้ว่า บั้งไฟเจ้าชายเมืองไหนชนะและได้ นางไอ่ ไปครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟครั้งนั้น ท้าวผาแดง และ พระยาขอม มีเดิมพันกันว่า ถ้าบั้งไฟท้าวผาแดง ชนะบั้งไฟ พระยาขอม แล้ว ก็จะยกนางไอ่ธิดาสาวให้ไปเป็นคู่ครอง

ผลปรากฎว่า บั้งไฟของพระยาขอมไม่ขึ้นจากห้าง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า “ซุ” ส่วนของท้าวผาแดง แตก (ระเบิด) คาห้าง คงมีแต่บั้งไฟของ “พระยาฟ้าแดด” เมืองฟ้าแดดสูงยาง และของ “พระยาเซียงเหียน” แห่งเมืองเซียงเหียนเท่านั้นที่ขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึง 3 วัน 3 คืน จึงตกลงมา แต่พระยาทั้งสองนั้นเป็นอาของนางไอ่ เธอจึงไม่ตกเป็นคู่ครองของใคร

เมื่อบุญบั้งไฟ เสร็จสิ้นลง ท้าวผาแดงและท้าวพังคี ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านเมืองของตน         แต่ในที่สุด ท้าวพังคีก็ทนอยู่บ้านเมืองแห่งตนไม่ได้ เพราะหลงไหลในสิริโฉมอันงดงามของนางไอ่ จึงพาบริวารย้อนขึ้นมายังเมืองเอกชะธีตาอีก โดยแปลงร่างเป็นกระรอกเผือกอย่างเดิม ส่วนที่คอแขวนกระดิ่งทอง ไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง

เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังกังวาลขึ้น นางไอ่ได้ยินก็เกิดความสงสัยจึงเปิดหน้าต่างออกไปดูเห็นกระรอกเผือกวิ่งและเต้นไปเกาะกิ่งนั้นกิ่งนี้ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางก็เกิดความพอใจอยากได้ขึ้นมาจึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีออกติดตามจับกระรอกเผือกให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดนายพรานก็จับไม่ได้ เพราะความว่องไว   ของกระรอกเผือกตนนั้น นางจึงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแทนที่และสั่งให้นายพรานจับให้ได้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย

นายพรานออกติดตามกระรอกเผือกเริ่มตั้งแต่บ้านพันดอน บ้านน้ำฆ้อง ก็ไม่มีโอกาสจับกระรอกเผือกเสียที จึงไล่ติดตามมาถึงบ้านนาแบก บ้านเหล่าหมากบ้า บ้านเหล่าแชแลหนองแวง บ้านเหล่าใหญ่ บ้านเมืองพรึก บ้านคอนสาย บ้านม่วง ก็จับยังไม่ได้

ในที่สุดผลกรรมแต่ชาติปางก่อนตามมาทัน เมื่อกระรอกเผือกตัวน้อยหนีนายพรานมาถึงต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้น เจ้ากระรอกน้อยก็ก้มหน้าก้มตากัดกินลูกมะเดื่อด้วยความหิวโหย นายพรานไล่ตามมาทันก็เกิดความโมโหที่จับเป็นไม่ได้ จึงตัดสินใจจับตาย ด้วยการใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงถูกร่างเจ้ากระรอกเผือกเต็มรักกระรอกเผือกหรือ ท้าวพังคีรู้ตัวดีว่าต้องตายแน่ ๆ จึงสั่งให้บริวารกลับเมืองบาดาลเพื่อนำเอาความไปเล่าให้บิดาทราบ และก่อนจะสิ้นใจท้าวพังคี ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยร่ายมนต์อธิษฐานว่า “ขอให้เนื้อของตนมีมากมาย 8,000 เล่มเกวียน มากพอเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึง”

เมื่อกระรอกเผือกสิ้นใจตาย นายพรานกับพวก "นักล่า" ฝีมือฉกาจ ก็นำเอาร่างของกระรอกเผือกไปชำแหละเอาเนื้อที่บ้านเชียงแหว เมื่อนายพรานปาดเอาเนื้อแบ่งให้ผู้คนทั้งบ้านใกล้บ้านไกลได้กินกัน ปรากฏว่าเนื้อของกระรอกน้อยก็เพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูน ผู้คนในเมืองต่างพากันกินเนื้อกระรอกอย่างอิ่มหมีพีมัน ยกเว้นผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้ายไม่มีผัว ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหานเท่านั้นที่พวกพรานไม่ได้แบ่งปันให้กิน

ฝ่ายบริวารท้าวพังคี เมื่อกลับถึงเมืองบาดาล ก็เล่าเหตุการณ์ท้าวพังคีลูกชายถูกนายพรานฆ่าตายให้พญานาคราชผู้เป็นบิดาฟัง บิดาท้าวพังคีก็เกิดความกริ้วโกรธโกรธา สั่งจัดบริวารเป็นริ้วขบวนกำลังยกพลโยธาทัพขึ้นไปอาละวาดเมืองพระยาขอมถล่มทลายให้หายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า"ใครกินเนื้อลูกพังคีของข้าพวกมึงอย่าไว้ชีวิต"

พญานาคพาบริวารออกอาละวาดไปทั่วแดนเมืองเอกชะธีตา เสียงดังครืน ๆ ฆ่าผู้คนตายไปอย่างมากมายสุดคณานับ แผ่นดินเมืองพระยาขอมก็ล่มทลายลงเป็นหนองหานต้นลำน้ำปาว ส่วนบ้านดอนแก้ว หรือดอนแม่หม้ายแห่งเดียวที่ผู้คนไม่ได้กินเนื้อท้าวพังคี จึงไม่ได้ล่มทลายลง ดังที่เห็นในปัจจุบัน

ขณะที่บ้านเมืองกำลังล่มทลายเพราะอิทธิฤทธิพญานาคศรีสุทโธอยู่นั้น ท้าวผาแดงก็ขี่ม้า “บักสาม” เหยาะย่างมุ่งหน้าไปหานางไอ่ ท้าวผาแดงเห็นนาคเต็มไปหมดและได้เล่าเรื่องที่พบเห็นให้นางฟัง     นางกลับไม่สนใจแต่ได้ทำอาหารที่มีกลิ่นหอมหวลเป็นพิเศษมาให้ท้าวผาแดงรับประทาน ท้าวผาแดงจึงถามว่า เนื้ออะไรจึงหอมนัก ก็ได้รับคำตอบจากนางว่า “เนื้อกระรอก ถูกนายพรานยิงตายนำมาให้” เท่านั้นเอง ท้าวผาแดงก็ทราบในทันทีว่าเป็นเนื้อของท้าวพังคีลูกชายเจ้าพ่อศรีสุทโธเจ้าเมืองบาดาล จึงไม่ยอมกินอาหาร "ต้องห้าม"         ที่นางยกมาให้ พอตกตอนกลางคืนผู้คนกำลังหลับสนิท เหตุการณ์ร้ายก็ได้เกิดขึ้น เสียงครืนๆ แผ่นดินถล่มดังมาแต่ไกล ท้าวผาแดงก็รู้ในทันทีว่าเป็นการกระทำของพญานาค จึงคว้าร่างนางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสามควบหนีออกจากเมืองอย่างสุดฝีเท้า เพื่อให้พ้นภัย

แต่นางไอ่ได้กินเนื้อกระรอกกับชาวเมืองด้วย แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าคู่ชีพไปทางไหน นาคก็ดำดินติดตาม แผ่นดินก็ถล่มทลายไปด้วย ท้าวผาแดงควบม้ามุ่งไปภูพานน้อยต้นลำห้วยสามพาดเพื่อหนีไปยังเมืองผาพง พญานาคก็ติดตามอย่างไม่ลดละและแปลงร่างเป็นขอนไม้ยางขนาดยักษ์ขวางเส้นทางไว้ ม้าบักสามก็กระโดดข้ามอย่างสุดฤทธิ์ สองขาหน้าข้ามขอนไม้ไปได้ แต่สองขาหลังคู้ขึ้นมาไม่ข้าม จึงทำให้ม้าเสียหลักล้มพังพาบลงอวัยวะเพศของม้าไปกระแทกกับภูพานน้อย เป็นร่องลึกลงไปและกลายเป็นต้นลำห้วยสามพาดมาตั้งแต่บัดนั้น

ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และจมลงในน้ำตายไปต่อหน้าท้าวผาแดง ด้วยเหตุสุดวิสัยที่จะช่วยนางเอาไว้ได้ เมื่อท้าวผาแดงกลับถึงเมืองผาพง ก็คิดถึงนางไอ่ เมียรักข้าวปลาไม่กิน ร่างกายผ่ายผอม เกิดล้มป่วยลงและตรอมใจตายตามนางไปในที่สุด

เมื่อท้าวผาแดงตายเป็นผี ก็ยังมีความอาฆาตเคียดแค้นพญานาคอยู่ไม่วาย พอได้โอกาสเหมาะผีผาแดง ก็เตรียมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพวกพญานาคให้หายแค้น บริวารผีท้าวผาแดงมีเป็นแสน ๆ เดินเท้าเสียงดังอึกทึกปานแผ่นดินจะถล่ม เข้ารายล้อมเมืองพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์รบกันนานถึง 7 วัน 7 คืน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฝ่ายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลซึ่งแก่ชราภาพมากแล้ว ก็ไม่อยากก่อกรรมก่อเวร เพราะต้องการไปเกิดในแผ่นดินพระศรีอาริยเมตตรัยอีก จึงไปหาท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่ให้มาตัดสินความ

ท้าวเวสสุวัณ จึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาโดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบ ท้าวเวสสุวัณจึงบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลของ “บุพกรรม” หรือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนที่ตามมาในชาตินี้ และทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลกล้ำกึ่งกัน จึงให้ทั้งสองเลิกลาไม่ต้องเข่นฆ่ากันอีก ขอให้มีเมตตาต่อกัน และให้ทั้งสองฝ่ายรักษาศีลห้า ปฏิบัติธรรม และให้มีขันติธรรม ต่อไป ท้าวผาแดง และพญานาคได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวเวสสุวัณก็กลับมีสติ เข้าใจในเหตุและผลต่างฝ่ายต่างอนุโมทนา สาธุการ เหตุการณ์ร้ายจึงยุติลงด้วยความเข้าใจ มีการให้อภัยกันในที่สุด

 

 สำนวนที่ 2: ตำนานหนองหาน สกลนคร

ครั้งหนึ่ง ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ"นครเอกชะทีตา" มีพระยาขอมเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น พระยาขอมมีพระธิดาสาวสวยนามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่ง เป็นที่รัก และหวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท            7 ชั้นให้อยู่พร้อมเหล่าสนม กำนัล คอยดูแลอย่างดี

ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ "เมืองผาโพง" มีเจ้าชายนามว่า "ท้าวผาแดง"        เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่ ท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของธิดาไอ่คำมาก่อนแล้วใคร่อยากจะเห็นหน้า จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจรถึงนครเอกชะทีตา และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบเข้าไปให้นางไอ่คำ ด้วยผลกรรมที่ผูกพันกันมา แต่ชาติปางก่อนนางไอ่คำกับท้าวผาแดงจึงได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อกันจนในที่สุดทั้งสองก็ได้อภิรมย์สมรักกัน

ก่อนท้าวผาแดงจะจากไปเพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอ ทั้ง 2 ได้คร่ำครวญต่อกันด้วยความอาลัยยิ่ง วันเวลาผ่านไปถึงเดือน 6 เป็นประเพณี แต่โบราณของเมืองเอกชะทีตาจะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถน พระยาขอมจึงได้ประกาศบอกไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่าบุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขย         อีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษกกับพระธิดาไอ่คำด้วย

ข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาลก็อดใจไม่ไหวปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาดูโฉมงามนางไอ่คำด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ

เมื่อถึงวันแข่งขันจุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ถึง 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลงขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาคที่ปลอมเป็นกระรอกเผือกมีกระดิ่งผูกคอน่ารักมาไต่เต้นไปมาอยู่บนยอดไม้ข้างปราสาทนางไอ่คำก็ปรากฏร่างให้นางไอ่คำเห็นนางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง แต่แล้วก็จับไม่ได้จึงบอกให้นายพรานยิงเอาตัวตายมา ในที่สุดกระรอกเผือกพังคี     ก็ถูกยิงด้วยลูกดอกจนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า "ขอให้เนื้อของข้าได้แปดพันเกวียน คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง" จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่นมาดูกัน และจัดการแล่เนื้อแบ่งกันไปกินทั่วเมืองด้วยว่าเป็นอาหารทิพย์ ยกเว้น แต่พวกแม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อกระรอกให้

พญานาคแห่งเมืองบาดาลทราบข่าวท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตายแล่เนื้อไปกินกันทั้งเมือง        จึงโกรธแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นขณะที่ชาวเมืองชะทีตากำลังหลับไหลเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น           ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยพายุฝนฟ้ากระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบอยู่มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มยุบตัวลงไปทีละน้อย          ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนีตายเหล่าพญานาคผุดขึ้นมานับหมื่นนับแสนตัวถล่มเมืองชะทีตาจมลง        ใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3 - 4 แห่ง ซึ่ง เป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกเผือกจึงรอดตาย

ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมืองโดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำ      ไปด้วยแต่แม้จะเร่งฝีเท้าม้าเท่าใดก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำพร้อมม้าแสนรู้ชื่อ "บักสาม" จมหายไปใต้พื้นดิน

รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองโอฬารก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นพื้นน้ำกว้างยาวสุดตา ทุกชีวิตในเมืองเอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาลจนหมดสิ้นเหลือไว้ แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3 - 4 แห่ง       ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่ง ต่อมาได้กลายเป็นหนองหานหลวง ดังปรากฏในปัจจุบัน

 

ที่มา:   วารสารการท่องเที่ยว และการลงทุน (อะเมซิ่ง จังหวัดสกลนคร) อ้างใน http://sakonnakhon.doae.go.th/muang/nonghan/nonghan.htm

 

 สำนวนที่ 3: ตำนานเมืองกุมภวาปี

ตำนานผาแดง-นางไอ่: อดีตคล้ายฝัน สู่ปัจจุบันอันรุ่งเรือง เป็นเมืองกุมภวาปี

 

ย้อนยุคสู่โบราณกาล เมืองสุวรรณโคมคำหรือ ชะทีตานคร (บริเวณที่เป็นหนองหาน       ในปัจจุบัน) มีพระยาขอมเป็นผู้ครองเมือง มีมเหสีเอกชื่อนางจันทร์ มีธิดาแสนสวยกิตติศัพท์ความงามขจรขจายเลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศนามว่า “ไอ่คำ” พระยาขอมมีน้องชายสองคน สถาปนาให้ไปครอง “เชียงเหียน”       (ปัจจุบันเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม) คนหนึ่ง และครองเมือง “สีแก้ว” (ปัจจุบันเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด)                 คนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีหลานอีก 3 คน ให้ไปครองเมืองหงส์เมืองทอง และเมืองฟ้าแดด ตามลำดับ  นับว่า           พระยาขอมนั้นเป็นเจ้าเมืองผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลวางฐานด้านการเมืองไว้อย่างแน่นหนาที่เดียว พระธิดาไอ่คำ            ในวัยสาวกำดัดนั้นงามยิ่งกว่านางใดในปฐพี กิตติศัพท์เข้าหูเข้าตาหนุ่มหล่อแดนไกลนิสัยดีนามว่า “ผาแดง”     แห่งเมือง “ผาโพง” ต้องขี่ม้าคู่ใจชื่อ “บักสาม” ตามหาจนพบ และผูกสมัครรักใคร่จนสัญญากันว่าจะร่วมหอลงโลงกันเลยทีเดียว

กล่าวถึงเมืองศรีสัตนาคนหุตซึ่ง มีพญานาคชื่อท้าวศรีสุทโธนาคครองเมือง มีโอรสชื่อ พังคีซึ่งโดยพื้นเพเดิมแล้วท้าวศรีสุทโธอยู่ที่เมืองหนองกระแส ที่ต้องอพยพมาครองเมืองศรีสัตนาคนหุตนี้ก็เพราะว่าผิดใจกับสุวรรณนาคเพื่อนกันจนเกิดสงครามรบพุ่งกัน เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทพบุตรลงมาห้ามศึก       แล้วแบ่งเขตแดนให้ทั้งสองนาคปกครองคือ ศรีสุทโธนาคให้ครองแดนเหนือ ส่วนสุวรรณนาคให้ครองแดนใต้ แบ่งแนวเขตลงไปจรดทะเล นาคทั้งสองได้ขุดคลองจากหนองกระแสลงสู่ทะเลเป็นการแข่งผลงาน และบารมีกันไปในตัว สุวรรณนาคขุดเป็นแม่น้ำน่าน และตั้งเมืองนนทบุรี ส่วนศรีสุทโธขุดเป็นแม่น้ำโขง ตั้งเมืองศรีสัตนาคนหุต

ฝ่ายพระยาขอมบิดาของไอ่คำนั้น เป็นเจ้าเมืองผู้คลั่งไคล้ไหลหลงในบุญแข่งบั้งไฟ         เป็นชีวิตจิตใจ นัยว่าเป็นการขอฝนจากพระยาแถนบนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาล และเป็นเกมกีฬาที่เล่นเดิมพันตื่นเต้นเร้าใจ จนสืบทอดเป็นประเพณีทุกๆ ปี ณ กลางเดือนหกปีนั้นพระยาขอมจึงมีใบบอกไปยังหัวเมืองบริวารต่างๆ ให้ทำบั้งไฟหมื่นมาร่วมแห่ และจุดแข่งขันลงเดิมพันกันในงานบุญบั้งไฟพระยาขอม ฝ่ายท้าวผาแดงทราบข่าวก็ทำบั้งไฟหมื่นมาร่วมแข่งขันด้วย โดยเป็นคู่พนันกับพระยาขอมเลยทีเดียว  พระยาขอมเองก็นกรู้ รู้เป็นนัยๆ ว่าไอ้หนุ่มหล่อชาวผาโพงผู้นี้หมายปองธิดาแสนสวยของตนอยู่ ด้วยความเชื่อมั่นในบั้งไฟของตน พระยาขอม            จึงลั่นวาจาท้าเดิมพันกับผาแดงว่า ถ้าบั้งไฟของตนแพ้บั้งไฟของท้าวผาแดง จะยกพระธิดาไอ่คำให้ทันที แต่ผล การแข่งขันปรากฏว่าบั้งไฟพระยาขอมซุ(เผาดินดำในกระบอกทิ้งจนหมดไม่ยอมขยับเขยื้อน) บั้งไฟท้าวผาแดงแตก           จึงเสมอกันผาแดงจึงพกเอาความผิดหวัง และเสียใจกลับเมืองผาโพง

ข่าวงานบุญบั้งไฟครั้งนี้ก็ไม่วายจะเล็ดลอดไปเข้าหูท้าวพังคีลูกชายแสนดีของศรีสุทโธนาคเข้าจนได้ พังคีได้แปลงกายมาสังเกตการณ์ด้วย แต่ไม่ได้นำบั้งไฟมาแข่งขันเพราะความเป็นนาคทำบั้งไฟไม่เป็น         เมื่อท้าวพังคีได้ยลโฉมอันงดงามของธิดาไอ่คำเข้าก็หลงรัก กลับบ้านถึงกรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงขอลาบิดาเพื่อมาขอความรักจากไอ่คำให้ได้ บิดาก็ห้ามไว้เพราะเห็นอันตรายจากเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน     ถึงบิดาจะห้ามอย่างไร พังดีก็หาฟังไม่ จึงพาเสนาบริวารเดินทางสู่ชะทีตานครแห่งพระยาขอมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความหวังที่จะเข้าใกล้ตัวไอ่คำมากที่สุด พังคีจึงแปลงกายเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก) แขวนกระดิ่งทองไว้ที่คอ และกระโดดไปตามกิ่งไม้ ยอดไม้ ใกล้หน้าต่างปราสาทของธิดาไอ่คำ บรรดาเสนาบริวารก็แปลงกายเป็นสรรพสัตว์ต่างๆ คอยอารักขาเจ้านายอย่างใกล้ชิด

พระธิดาไอ่คำเห็นกระรอกด่อนสวยงามพร้อมเสียงกระดิ่งทองแขวนคอที่ไพเราะวนเวียนมาใกล้ ก็นึกอยากได้มาเลี้ยงไว้ จึงสั่งคณะนายพรานให้ตามจับมาให้ได้ ฝ่ายนายพรานก็จัดขบวนตามไล่จับกระรอกด่อนจนสุดปัญญาจะตามจับได้ จึงยิงด้วยหน้าไม้กะจะไม่ให้ถูกที่สำคัญตาย  แต่ลูกหน้าไม้ก็ทะลุหัวใจเจ้ากระรอกด่อนจนถึงแก่ความตายจนได้ เรียกว่าตายเพราะความรักความหลงโดยแท้ ก่อนสิ้นใจตายท้าวพังคีในร่างของกระรอกด่อนได้อธิษฐานว่า”ขอให้เนื้อของข้ามีรสอร่อยที่สุด และมีเหลือเฟือไม่รู้จักหมด พอแก่การให้คนได้กินทั่วบ้านทั่วเมือง” เมื่อกระรอกด่อนตายแล้ว เกิดหนังเหนียวแหวะ (ชำแหละ) ไม่เข้า เดือดร้อนถึงหมอผีต้องแก้เคล็ดให้เชียง (คนสึกจากการบวชเณร) เป็นคนแหวะ (ชำแหละ) จึงได้เนื้อกระรอกที่อร่อย และแจกจ่ายกันกินจนทั่วเมืองไม่รู้จักหมด ยกเว้น แต่แม่ร้าง แม่หม้ายเขาไม่แบ่งให้กินด้วย เพราะถือว่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้ทางราชการ หรือจะถือเป็นเคล็ดอะไรสักอย่างก็ได้ จึงไม่แบ่งให้กิน ดังมีคำประพันธ์เป็นสำนวนอีสานว่า  “คนเทิงค่ายพากันกินกระฮอกด่อน ยัง แต่ฮ้าง และหม้ายเขานั้นบ่ให้กิน” และยังมีเจ้านายผู้ใหญ่คุ้มหนึ่งในเมืองชะทีตา เรียกว่า “คุ้มหลวง” ก็ไม่กินเนื้อกระรอกด่อนด้วย จึงเมื่อถึงคราวเมืองชะทีตาล่มจมลงคุ้มเจ้านายก็ยังเป็น           “คุ้มหลวง” ซึ่ง เป็นเกาะหนึ่งอยู่กลางหนองหาน และ”ดอนแม่หม้าย” ก็กลายมาเป็น “บ้านดอนแก้ว” อันมีพุทธสถานสำคัญที่คนกราบไหว้อยู่ในปัจจุบัน

ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่ชาวชะทีตานครกำลังแบ่งเนื้อกระรอกด่อนกินกันอย่างสุขสำราญอยู่นั้น ท้าวผาแดงซึ่ง มีความรักต่อไอ่คำจนสุกงอมสุดจะห้ามใจได้ รีบขึ้นม้า “บักสาม” คู่ใจจากเมืองผาโพงสู่ชะทีตานครทันที ไอ่คำก็ต้อนรับขับสู้ด้วยความรักใคร่เป็นอันดี จัดสุรา อาหารคาวหวานมาเลี้ยงดูอย่างเต็มคราบ                  ผาแดงเห็นลาบเนื้อกระรอกด่อนก็รู้ และไม่ยอมกินลาบเนื้อนั้น ก็เพราะว่ารู้ที่มาที่ไปของเจ้าเนื้อนั้นเป็นอย่างดี        จึงแซวไอ่คำว่า “ผู้ดีจั่งเจ้า สั่งมากินกะฮอกด่อน เจ้าบ่ย่านเมืองบ้านหล่มหลวงบ๊อ…” พร้อมกับอธิบายให้ไอ่คำฟังว่ากระฮอกด่อนนั้นไม่ธรรมดา แต่เป็นท้าวพังคีลูกชายสุทโธนาคแปลงกายมา ไอ่คำฟังแล้วก็รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาทันที

ขาดคำผาแดง…พลันก็เกิดเสียงอึกทึกแผ่นดินไหวโครมครืนสะเทือนเลื่อนลั่นตามมา         เนื่องจากเสนาอำมาตย์ของท้าวพังคีกลับไปรายงานท้าวศรีสุทโธผู้บิดาว่า พังคีถูกลูกดอกนายพรานเมืองชะทีตาสิ้นชีวิตแล้ว ชาวบ้านชาวเมืองกำลังแล่เนื้อเอาเกลือทาประกอบเป็นอาหารกิน ท้าวศรีสุทโธโกรธมากจึงยกพลนาคดำดินบุกชะทีตานครกะให้ราบเป็นหน้ากลอง สั่งฆ่าทุกชีวิตที่กินเนื้อพังคี ฝ่ายผาแดงก็รีบพาไอ่คำซ้อนท้าย ม้าบักสามหนีไปทันที นางไอ่คว้าได้สมบัติสำคัญประจำเมืองสวมแหวนให้แก่ผาแดง ส่วนตัวเองได้ฆ้อง กลอง ประจำเมืองติดตัวไปด้วย รีบขึ้นซ้อนท้ายม้าผาแดงคนรัก หนีสุดขีดสู่เมืองผาโพง ข้างทัพของพญานาคก็ไล่ล่ากระชั้นชิดเข้ามาเรื่อย ชะทีตาทั้งเมืองถูกกองทัพนาคดำดินยุบพังลงใต้บาดาล คงทิ้งไว้ แต่ดอนหลวงกับดอนแม่ม่ายเท่านั้น เรียกว่ากองทัพนาคลุยไปที่ใดแห่งนั้นก็จะพังทลายไปหมดสิ้น

ม้าบักสาม ยามเมื่อบรรทุกผาแดงเจ้านายคนเดียวก็คึกคะนองวิ่งไปได้รวดเร็วปานลมพัด          แต่เมื่อมีนางไอ่ และฆ้อง กลองพ่วงเข้าไปด้วยก็เริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ ผาแดงจึงสั่งให้นางทิ้งสัมภาระลง นางไอ่ก็โยนกลองทิ้งไปก่อนจนเกิดร่องรอยกลายเป็น “ห้วยกองสี” ในปัจจุบัน มาได้อีกครู่หนึ่งก็ได้โยนฆ้องทิ้งลงไป ร่องรอยของฆ้องนั้นก็ได้กลายเป็น “ห้วยน้ำฆ้อง” ต่อมา และเมื่อม้าบักสามวิ่งต่อไปอีกพักหนึ่งก็ยิ่งอ่อนแรง             ลงมากหกล้มลง ร่องรอยที่บักสามหกล้มก็กลายมาเป็น “ห้วยสามพาด” (บักสามพลาดท่า) กองทัพนาคตามมาทันจนได้..จึงใช้หางกระหวัดรัดเอาตัวไอ่คำหลุดจากหลังม้าลงใต้บาดาลทันใด ผาแดงตั้งสติได้รีบกระตุ้นบังเหียน       ม้าบักสามจ้ำอ้าวหนีสุดชีวิตต่อไป ทัพนาคยังตามอีกเพราะแหวนของไอ่คำที่นิ้วของผาแดง พอนึกได้จึงถอดแหวนทิ้งไป การตามล่าผาแดงของกองทัพนาคจึงสิ้นสุดลง

ผลของสงครามเถื่อนเพื่อดับแค้นของท้าวศรีสุทโธนาคครั้งนั้น ทำให้เมืองเอกชะทีตานครได้ล่มสลายจมสู่บาดาลกลายมาเป็น “หนองหาน” ของอำเภอกุมภวาปีในปัจจุบัน ซึ่ง เราภูมิใจเรียกว่า “หนองหานสายธารแห่งชีวิต” ตามคำขวัญของอำเภอกุมภวาปีในสมัยนายรุ่งฤทธ์ มกรพงศ์ เป็นนายอำเภอกุมภวาปี ส่วนเเม่ร้างแม่หม้ายทั้งหลายได้รับความผิดหวัง และน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาไม่ปันเนื้อกระรอกด่อนให้กินด้วยเหมือนชาวบ้านทั่วไป ก็มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนต่างหาก กองทัพพญานาคก็ละเว้นไว้ไม่ถล่มให้จมลงจนเหลือไว้เป็นเกาะกลางน้ำเรียกกันว่า “ดอนแม่หม้าย” จนกลายมาเป็นบ้าน ”ดอนแก้ว” ตราบเท่าทุกวันนี้

จากตำนาน ผาแดงนางไอ่ที่เล่ามาโดยสังเขปนี้ พอจะมีหลักฐานทางโบราณคดี เป็นเครื่องยืนยันให้สอดคล้องกับสภาพบ้านเมืองที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันหลายประการ น่าเชื่อถือว่าจะมีมูลความจริงอยู่มากคือ…

1)              ดอนแม่หม้าย กลายมาเป็น บ้านดอนแก้ว

2)              คุ้มหลวง (ที่พักเจ้านายฝ่ายใน)กลายมาเป็น ดอนหลวง ซึ่ง เป็นเกาะอยู่กลางหนองหาน

3)              บ้านคอนสาย (กิ่ง อ.กู่แก้ว) เป็นสถานที่ที่นายพรานคอนธนู และขึ้นสายธนูเตรียมจะยิงกะรอกด่อน

4)              บ้านเมืองพรึก เป็นสถานที่ชาวบ้านกำก้อนดิน ก้อนหิน ขว้างปากระรอก พรึก (พึก)คือการหว่านหรือขว้างวัตถุทีละมากๆ

5)              บ้านแชแล เป็นที่กระรอกเดินผิดทาง (ภาษาอิสาน-แซแล แปลว่า ออกนอกเส้นทาง)

6)              บ้านพันดอน เป็นที่ป่าไม้มากมายพรานไล่ยิงกระรอกจนจนมุม มาตายอยู่บริเวณนี้

7)              บ้านเซียบ เมื่อไล่ล่ากระรอกด่อนเสร็จแล้ว ทีมพรานก็เมื่อยหล้าจึงหยุดพักเอาแรงเลยงีบหลับ (เซียบ) ไปพักหนึ่ง

8)              บ้านเชียงแหว เป็นสถานที่ที่ชำแหละ (แหวะ) เนื้อกระรอก โดยคนชำแหละเป็นเซียง (คนที่สึกจากการบวชเณร) แบ่งกันกิน

9)              บ้านห้วยกองสี เป็นสถานที่ที่นางไอ่คำโยนกลองทิ้งไป

10)        บ้านน้ำฆ้อง เป็นสถานที่ที่นางไอ่ทิ้งฆ้องลงไป

11)        บ้านห้วยสามพาด เป็นสถานที่ที่ม้าบักสามของผาแดง หกล้มลง

12)        หนองแหวน (อยู่ทิศเหนือบ้านเชียงแหว) เป็นสถานที่ที่ผาแดงถอดแหวนโยนทิ้งลงไป

 

ที่มา  :  โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เพลงอุสาบารส

 เพลงอุสาบารส

https://youtu.be/M9t8puunUcE?si=Jve6qJvfLyH9fKJu

เพลงฮักเจ้าจนตาย (อุสา-บารส)


https://youtu.be/88qm3_zfo-Y?si=WTnzJI_VOp501Esa


เพลงอุสาบารส

https://youtu.be/M9t8puunUcE?si=s3Z9NA29ZXBlgcUG

พลงมาลัยสองใจ (อุสาบารส Duet)

https://youtu.be/eN7nVteG5Ts?si=gyGSBlRPnVj8viTy

พลงมาลัยคำสาปฮัก (อุสาบารส)


https://youtu.be/O_gq6NmJA-Y?si=XFK0bNBLV6O2NL-2

เพลงมาลัยในความทรงจำ (อุสาบารส)

https://youtu.be/cD0D4Q5MIQo?si=lRpT4cy41a9HGluB

พลงถ้ารักนี้คือเรา (If This Is Us)

https://youtu.be/L3VzuS8M3Hs?si=LES-7ssskKxDWAkQ

เพลง LOVE IN THE SHADOW (รักในเงาเรา)

https://youtu.be/hAOe-QrVYKY?si=dlhncDlkJq9VunuB



เพลงอุสาบารส #ตำนานอุสาบารส #อุสาบารส #ภูพระบาท #อุดรธานี อุสา-บารส Usa - Baros    #ตำนานรักอุสาบารส

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตำนานรักนางอุสา ภูพระบาท

 

ตำนานรักนางอุสา ภูพระบาท 



ตำนานรักนางอุสา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีอาณาจักรเล็กๆ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้กับเมืองหนองคาย มีกษัตริย์และราชินีปกครอง ทั้งสองไม่มีลูก อันเป็นเรื่องที่กษัตริย์รู้สึกหดหู่มาก ในเวลาเดียวกันนี้ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปบริเวณภูเขาใหญ่ มีชื่อว่า “ภูพระบาท” มีเด็กผู้หญิงเกิดมาจากดอกบัว ผู้เฒ่าฤษีผู้เก่งกาจเป็นผู้พบและเลี้ยงดูเธอ

วันหนึ่งกษัตริย์เห็นเธอและถามอยากได้เธอมาเป็นลูก พระฤษีแลเห็นอนาคตไปข้างหน้า จึงได้เตือนกษัตริย์ว่า ถ้าเลี้ยงดูเด็กทารกคนนี้ เมื่อถึงเวลาเธอแต่งงาน ในท้ายสุดสามีของเธอจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กษัตริย์นั้นถึงแก่ความตาย ด้วยความปรารถนาอยากได้บุตร กษัตริย์ไม่สนใจต่อคำเตือนนั้นและอย่างไรก็จะเลี้ยงดูทารกคนนี้ให้ได้ เขาให้ชื่อว่า “อุสา” (อุสามีความหมายถึงแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ) นางอุสาโตขึ้นมาท่ามกลางความรักที่มีอยู่รอบตัว กษัตริย์และราชินีได้เลี้ยงดูให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดและเธอเองก็ได้มอบความสุขทั้งมวลนั้นกลับคืนแก่พวกเขา

เมื่อถึงวัยรุ่น นางอุสาเริ่มเป็นที่ต้องตาของเหล่าผู้ชาย กษัตริย์จำได้ถึงคำเตือนของพระฤษี เพื่อที่จะกันเธอออกห่างจากบรรดาผู้ชายทั้งหลาย และรักษาชีวิตของตัวเองไว้ เขาจึงส่งเธอกับเพื่อนวัยเดียวกันให้ไปอยู่ที่ป่าเพื่อเรียนวิชากับพระฤษี กษัตริย์ไม่ได้บอกเธอถึงเหตุผลที่แท้จริง นางอุสาได้อาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ที่ถูกสร้างไว้บนยอดหอคอยหินธรรมชาติ พ่อแม่เธอมาเยี่ยมในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ตามลำพังกับพระฤษีและเพื่อนๆ ไม่มีใครอื่นอีกที่จะผ่านมาเห็น

วันหนึ่ง นางอุสาต้องการหาเพื่อนใจ เธอจึงได้ลอยดอกไม้พวงมาลัยลงในลำน้ำเล็กๆ ที่เธอใช้อาบ เช้าวันถัดมาพวงมาลัยนี้ก็ลอยออกสู่แม่น้ำโขง ที่ซึ่งโชคชะตาได้นำพามาให้พบกับ “ท้าวบารส” เจ้าชายของอาณาจักรข้างเคียง ซึ่งกำลังจับปลาบึกในแม่น้ำโขงอยู่ ท้าวบารสรู้โดยสัญชาตญาณว่า ใครซักคนที่ส่งพวงมาลัยมาจะต้องเป็นผู้หญิงสวยมาก โดยปราศจากความลังเลสงสัย เขาควบม้าออกไปตามลำน้ำ หวังจะได้พบกับคนที่ส่งมันมา เขามาถึงยังหมู่บ้านๆ หนึ่ง ที่อยู่เชิงเขาในช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังตก แต่แทนที่จะทำสิ่งที่ฉลาดกว่าหรือหยุดพักที่นั่นในตอนเย็น เพื่อพักผ่อนร่างกายในคืนนั้น เขากลับซื้อตะเกียงจากหญิงชราคนหนึ่งและปีนขึ้นไปยังยอดเขา ในเที่ยงคืนนั้นเองเขาก็มาถึงยังบริเวณของหินรูปทรงประหลาดคล้ายเห็ด ม้าของเขาไม่ยอมเดินต่อไป ทำให้จำเป็นต้องผูกมัดมันไว้ใต้หินแปลกๆ ก้อนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า คอกม้าท้าวบารส

เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ท้าวบารสก็ได้ค้นพบหอคอยนางอุสา และก็ได้มองเห็นใบหน้าของนางจากแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ (ราวกับว่าชื่อของเธอคือชะตาชีวิต) และเขาทั้งสองต่างก็ตกหลุมรักกันในทันทีทันใด พระฤษีมองเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันและได้เตือนภัยไปยังพ่อของเธอ พอตกบ่ายกลุ่มคนสองกลุ่มก็มาถึงยังยอดเขา กลุ่มแรกที่มาถึงเป็นบรรดาเพื่อนๆ และคนรับใช้ของท้าวบารส เพื่อมาตามหาท้าวบารส พวกเขาผูกม้าเอาไว้ยังสถานที่หนึ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า คอกม้าน้อย อีกกลุ่มคือกลุ่มของกษัตริย์และคณะผู้ติดตาม พระฤษีห้ามพวกเขาไม่ให้ต่อสู้กัน แต่ให้ใช้การพูดคุยแทน

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี
หอคอยนางอุสา

เหล่าเสนาบดีที่ปรึกษาของกษัตริย์ได้เสนอให้มีการแข่งขันต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงนางอุสา หากใครสามารถสร้างวัดพุทธดีที่สุดภายในเวลาข้ามคืน ก่อนดาวประกายพรึกปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า จะเป็นผู้ชนะ ส่วนใครแพ้จะถูกตัดหัว กษัตริย์มีคนเป็นจำนวนมาก แต่ท้าวบารสกลับไม่มีทางเลือก ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะเป็นกฎจารีต กษัตริย์เลือกสร้างวัดของตนเองในบริเวณหุบเขา ที่ซึ่งมีไม้ขนาดใหญ่และหิน ในขณะที่ท้าวบารสเลือกที่จะสร้างอยู่บนยอด ซึ่งเขาสามารถใช้หนึ่งในกลุ่มหินที่มีเพิงยื่นออกมาเพื่อทำเป็นหลังคา

ในช่วงหนึ่ง ยามดึกสงัด ท้าวบารสเดินไปจนสุดปลายหน้าผาเพื่อมองดูวัดที่กษัตริย์สร้างและเขาก็ได้รู้ว่า เขาจะแพ้อย่างแน่นอน ในช่วงเวลานั้นหญิงสาวผู้หนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นและบอกกับเขาว่าให้แขวนตะเกียงเอาไว้บนต้นไม้สูงที่อยู่ติดกับพวกเขาทั้งสอง เขาเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าทำไม หลังจากนั้นเขาก็ปีนขึ้นต้นไม้และปรับให้แสงตะเกียงแรงสุดเท่าที่จะแรงได้ เขาเห็นคนเริ่มหยุดทำงานและพากันพูดเซ็งแซ่ว่า “ดาวประกายพรึก” แต่เหล่าบรรดาผู้ตัดสินได้ตั้งเพิงพักอยู่ห่างออกไปไกลจากหน้าผานั้น พวกเขาจึงมองไม่เห็นตะเกียง ท้าวบารสจึงเร่งรุดกลับไปยังวัดของเขาและตั้งใจจะสร้างวัดให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งสาง ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดที่ธรรมดาๆก็ตาม

เมื่อถึงเวลาดาวประกายพรึกที่แท้จริงขึ้น คำตัดสินก็ไม่อาจเลี่ยงได้เพราะวัดที่กษัตริย์สร้างนั้นไม่เสร็จ ท้าวบารสจึงเลือกหนึ่งในผู้ช่วยชายให้เป็นเพชฌฆาต เมื่อเสร็จสิ้นพันธะดังกล่าว เขาจึงกลับไปยังปราสาทของตน พร้อมกับว่าที่ภรรยา ณ ที่นั่นมีการจัดเลี้ยงอย่างใหญ่โต แต่ทว่าท้าวบารสก็ยังรู้สึกกระวนกระวายอย่างลับๆ กับวิธีการที่ได้ชัยชนะมา (ตำนานไม่ได้บอกถึงว่า นางอุสาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้)

ชีวิตในปราสาทไม่ได้ง่ายสำหรับนางอุสา ตั้งแต่เข้ามาอยู่ นางในชั้นสูงอื่นๆ ต่างก็ทำร้ายเธอ เพื่อที่จะแก่งแย่งเอาชนะครองใจเจ้าชายให้ได้ วันหนึ่ง หนึ่งในนางชั้นสูงพวกนี้ก็ได้พบกับหญิงชราขายตะเกียง หญิงชราได้เล่าถึงตะเกียงที่ถูกพบอยู่สูงขึ้นไปบนต้นไม้ที่หน้าผาภูพระบาท โดยลูกสาวของเธอเองในขณะที่ออกไปเก็บฟืน ความจริงที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะของเจ้าชายจึงถูกเปิดเผย โหราจารย์ศาลได้ตัดสินให้ท้าวบารสออกไประหกระเหเร่ร่อนในป่าเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อที่จะชำระล้างจิตวิญญาณอันเลวร้าย

นางอุสาเมื่อต้องอยู่ในปราสาทคนเดียวก็ยิ่งเพิ่มความเครียดเศร้าสลด จึงย้อนกลับไปอาศัยอยู่กับพระฤษีดังเดิม แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่ได้หายไป และเธอเริ่มป่วยหนักมากขึ้น พระฤษีส่งสารให้ท้าวบารสมาหาเธอ เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ก็รีบมาพบเธอโดยเร็ว ถึงแม้ว่าบทลงโทษเพื่อการสำนึกผิดบาปของเขาให้ต้องเร่ร่อนในป่าจะต้องกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้งก็ตาม แต่ในที่สุดเขามาถึงเพียงแค่ก่อนเธอสิ้นลมหายใจ เขาใจสลาย ท้าวบารสตายตามในเวลาต่อมาไม่นาน และศพของพวกเขาก็ถูกฝังอยู่ข้างๆ กัน ในหินกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับหอคอยของเธอนั่นเอง และก็มีตำนานกล่าวถึงในภายหลังว่า หลังจากนั้นทั้งสองคน ต่างก็ได้ไปเกิดใหม่เป็นพระอินทร์และมเหสีของพระอินทร์.

 

Nang Usa Story

Once upon a time, a small kingdom on the banks of the Mekong River near what is now Nong Khai city was ruled by a king whose queen never bore him a child. Naturally, the king grew increasingly dismayed about this. Around this time a baby girl was born in a lotus flower deep in a remote mountainous region above the kingdom called Phu Phrabat. An old and wise ruesii who lived there found her and cared for her.

One day the king saw her and asked to adopt her. The ruesii could see the future and so warned the king that if he adopted this baby and she got married, the husband would eventually cause the king’s death. Longing a family, the king ignored the warning and adopted her anyway. He named her Usa (“First Light of Dawn”) and she grew up to be a wonderful child loved by all. The king and queen gave her the best of everything and she brought them great happiness.

Once Nang Usa reached her teens, she caught the eye of many men and the king remembered the ruesii’s warning. To keep her away from men, and thus protect his own life, he sent her and some other women of her age to the forest to study with the ruesii. He did not tell her the real reason for sending here there. She lived in a small room built into a natural stone tower. Her parents visited occasionally, but otherwise she was alone with the ruesii and her companions. Nobody else ever came to see her.

One day, in order to find her soul mate, she floated a flower garland down the small stream in which she bathed. The next morning her signal reached the Mekong River where, by great fortune, it was found by Prince Tao Baros (pronounced Bah-rote) of a neighboring kingdom who was in the river fishing for giant Mekong catfish. He instinctively knew that the person who sent it must be a beautiful woman, so without hesitation he got on his horse and followed the stream to find who had sent it. He arrived in a village on the edge of the mountains at dusk, but rather than doing the wise thing and resting there for the evening, he bought a lantern from an old woman and climbed to the top. By midnight he arrived at an area of strange mushroom-shaped rock formations. His horse refused to walk anymore, so he tied it up under one of the strange rocks; now called Baros’s Stable (คอกม้าท้าวบารส).

At dawn he found Nang Usa’s tower and saw her face in the morning’s first light (so her name was prophetic) and they immediately fell in love. The ruesii saw them together and alerted her father. That afternoon two groups of people arrived atop the mountain. The first was the friends and servants of Tao Baros who had come to find him; they kept their horses at what is now called the Minor Stable (คอกมาน้อย). The other group was the king and his entourage. The ruesii told them not to fight but instead to talk.

The king’s advisors proposed a contest to settle who would get to keep Nang Usa. Whoever could build the best Buddhist temple over the course of the night, before the morning star rose in the sky, would win. The loser would be beheaded. The king had far more people in his team, but Tao Baros had no choice but to accept because it was a religious matter. The king chose to make his temple in the valley where there was ample wood and stone while Tao Baros decided to build up top so he could use one of the overhanging rocks as a roof.

At one point, deep into the night, Tao Baros walked to the edge of the cliff to see the king’s temple and knew that he would lose. At that point a young girl appeared and told him to hang his lantern in the tall tree next to them. He immediately understood why. After he climbed the tree and turned up the lantern as brightly as possible, he could see people below stop working and point and say “The morning star.” But the men assigned to be the judges were camping at the far end of the cliff and had not seen the lantern. Tao Baros rushed back to his temple and made sure that before morning truly arrived it would be completed and tidy, despite being very simple.

When the true morning star rose the decision was inevitable because the king’s temple was incomplete. Tao Baros chose one of his men to be the executioner. With the deed done, he returned to his palace with his soon-to-be wife. There was a huge celebration, though Tao Baros was secretly nervous over the method of his victory. (The story does not tell what Nang Usa thought of any of this.)

Life at the palace was not easy for Nang Usa since other noble women who had hoped to win the prince’s hand were cruel to her. One day one of these women met an old candle-selling woman who told her of a lantern found high in a tree at Phu Phrabat cliff by her daughter while out collecting firewood one day. The true story behind the prince’s victory now known, the court astrologers insisted that Tao Baros must wander in the wilderness for one year to cast out bad spirits.

Nang Usa grew depressed living alone at the palace and so returned to the tower to live with the ruesii. But her depression did not pass and she grew seriously ill. The ruesii sent for Tao Baros to come see her. Upon hearing the news he immediately came, even though his penance in the wilderness would need to begin again. But he only arrived just before she died. Heartbroken, Tao Baros died soon after and they are now buried beside each other in rocks near her tower. Legend says that they were later reborn as the god Indra and his queen, Indrani.

 

ที่มา    ::    Isan Insight

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตำนานรัก "อุสา – บารส"

 เรื่องย่อวรรณคดี อุสา – บารส

ตำนานรัก "อุสา – บารส"

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ในเขต อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญเกี่ยวกับอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศคือมีหินทรายที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาเกิดรูปร่างแปลกตาในรูปทรงต่างๆ นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในการจัดแต่งกลุ่มก้อนหินให้มีลักษณะต่างๆ ซึ่งคนรุ่นเก่าสมัยก่อนได้นำมาผูกแต่งจินตนาการเป็นเรื่องราวให้สอดคล้องกับสถานที่ นั่นคือ ตำนานรักอุษา-บารส อันลือเลื่อง พระยาพานผู้ครองเมืองพาน ได้นำธิดาแสนสวยชื่อ "นาง
อุสา" ไปฝากไว้กับฤาษี ในบริเวณป่าแถวภูพาน เพื่อให้นางอุสาได้ร่ำเรียนวิชา โดยสร้างหอคอยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังคนเดียว ซึ่งต่อมาชาวบ้านเรียกว่า หอนางอุสา มีลักษณะเป็นเพิงหินรูปคล้ายดอกเห็ด ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร ตรงผนังหินด้านทิศเหนือของก้อนหินก้อนล่างมีภาพเขียนสีเป็นลายเส้นสีแดง 2-3 เส้น ต่อมานางอุสาได้ร้อยดอกไม้เป็นรูปหงส์ พร้อมข้อความแสวงหาความรักลงในกลีบดอกไม้ อธิษฐานว่าใครที่จะเป็นคู่ครองของนาง ขอให้เก็บพวงมาลัยพวงนี้ได้และขอให้ได้พบกัน แล้วนำไปลอยน้ำ ปรากฏว่า "ท้าวบารส" โอรสแห่งเมืองพระโค เป็นผู้เก็บได้และนึกรักใคร่นางอุสาทันที ได้ออกเดินทางรอนแรมไปตามป่าเขากับม้าคู่ใจ จนไปถึงที่อยู่ของนางอุสา ได้ผูกม้าไว้ที่เพิงหิน ซึ่งเรียกว่า คอกม้าท้าวบารส (มีภาพเขียนสีอยู่บนเพิงหินด้านทิศเหนือ) เมื่อทั้งสองได้พบกัน ความรักก็เกิดขึ้น แต่เมื่อพระยาพานทราบข่าวก็โกรธมาก ได้ท้าพนันสร้างวัดแข่งกัน ภายในเวลาดาวประกายพรึกขึ้น หากฝ่ายใดสร้างเสร็จไม่ทันก็จะถูกตัดศีรษะ ฝ่ายท้าวบารสซึ่งมีแรงงานน้อยกว่า ได้คิดอุบายนำเทียนจุดสว่างไปตั้งอยู่บนปลายไม้เหนือยอดเขาฝ่ายพระยาพานเข้าใจผิดคิดว่าดาวประกายพรึกขึ้น จึงพากันหยุดสร้างขณะเดียวกันฝ่ายท้าวบารสก็เร่งสร้างจนเสร็จ เช้าขึ้นพอรู้ว่าวัดที่ตนเองสร้างไม่เสร็จ พระยาพานจึงถูกตัดศีรษะตามสัญญา แต่พระยาพานก็สามารถฟื้นขึ้นมาใหม่ได้และเกิดการสู้รบกัน ท้าวบารสได้สังหารพระยาพาน นางอุสาเศร้าโศกเสียใจมาก ที่ท้าวบารสฆ่าพ่อของตนเอง และเมื่อกลับไปเมืองพะโค ก็ถูกพระมเหสีทั้ง 10 ของท้าวบารสรังแกและออกอุบายให้ท้าวบารส ออกไปสะเดาะเคราะห์ในป่าเป็นเวลา 1 ปี นางอุสาจึงหนีกลับไปที่หอนางอุสาด้วยความรู้สึกผิดหวังในความรักเกิดล้มป่วยเพราะตรอมใจ กระทั่งเสียชีวิตไป ฝ่ายท้าวบารสทราบข่าวก็รีบมาหา เห็นนางอุสาสิ้นชีวิตไป ก็ตรอมใจสิ้นตามนางไปอีกคน จากตำนานรักอุสา-บารสนี้ ได้ปรากฏเป็นก้อนหินรูปร่างต่างๆ บริเวณภูพระบาท เช่น หอนาง อุสา คอกม้าท้าวบารส หีบศพนาง อุสา หีบศพท้าวบารส บ่อน้ำนางอุสา กี่นางอุสา และวัดพ่อตา วัดลูกเขย นอกเหนือจากนั้นยังมีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ประดับอยู่ตามผนังเกือบทุกแห่ง สำหรับผู้มาเยือนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท นอกเหนือจะได้ชมความงามมหัศจรรย์ของหินรูปทรงต่างๆ แล้ว ยังมีที่เที่ยวอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงคือ พระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทหลังเต่า พระพุทธบาทบัวบาน รวมถึงถ้ำและเพิงหินต่างๆ ให้ได้ชมกัน

และอีกหนึ่ง
ตำนาน อุสา - บารส อำเภอบ้านผือ อุดรธานี
นานมาแล้ว.........มีเมืองหนึ่ง ชื่อว่า เมืองพานมีพระยาพานปกครองดูแล มีพระราชบุตรนามว่าท้าวพานนา และพระราชธิดานามว่านางสมัญญา วันหนึ่งพระยาพานได้เสด็จประพาสป่า ได้พบกับนางอุสา ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่าเอ็นดู จึงทรงขอนางอุสากับพระฤๅษีมาเลี้ยงเป็นลูกท้าวพานนาและนางสมัญญาก็รักนางอุสาดุจเดียวลูกในไส้ เมื่อนางอุสาเติมโตเป็นสาวรุ่นมีความงดงามจนเป็นที่เลืองลือไปทั่วทุกแคว้น กล่าวฝ่าย พระยาไกลาสครองเมืองภูเงิน ทราบข่าวความงดงามของนางอุสาจึงใคร่อยากได้นางมาเป็นมเหสี จึงนำทองคำและเงินมาถวายพระยาพานเพื่อขอนางอุสาไปเป็นมเหสี แต่นางอุสา ปฏิเสธพระยาไกรลาส จึงกลับเมืองภูเงินไปอย่างผิดหวัง กล่าวถึงท้าวบารสพระราชบุตรของพระยากิตติกรนารายณ์สี่มือเจ้าเมืองปะโคทรงโปรดปราน การเสด็จประพาสป่า วันนั้นได้เสด็จออกประพาสป่า จนมาถึงไทรใหญ่ จึงได้หยุดพักผ่อน และสั่งให้ เสนาอำมาตย์ตั้งเครื่องเซ่นสังเวยเทวดาอารักษ์ทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์ เมื่อเทวดาอารักษ์ทั้งหลาย ได้รับเครื่องเซ่นไหว้แล้วก็พากันคิดตอบแทนน้ำใจ ของท้าวบารส คืนวันนั้นขณะที่ทุกคนรวมทั้งท้าวบารสกำลัง หลับพักผ่อนกันในป่าเทวดาได้อุ้มเอาท้าวบารสไปไว้ในหอของอุสา เมื่อทั้งสองได้พบกัน ก็มีความพอใจกัน อยู่ด้วยกันเป็นเวลา ๗ คืน ตกดึกของคืนวันที่ ๘ ขณะที่นางอุสาและท้าวบารสกำลังหลับสนิทอยู่นั้น เทวดาก็ได้มาอุ้มท้าวบารสกลับไปที่ต้นไทรใหญ่เหมือนเดิม เมื่อท้าวบารสตื่นขึ้นมาทรงคิดว่า ตนฝันไปและทรงคิดถึงนางอุสาตลอดเวลานึกตั้งคำถามว่า นางเป็นใครอยู่ที่ไหน และได้พาขบวน เสนาอำมาตย์กลับเมืองปะโค กล่าวถึงนางอุสาเมื่อตื่นขึ้นไม่พบท้าวบารสก็ได้สอบถามกับเหล่านางสนมทั้งหลายแต่ไม่มีใครทราบ นางสมัญญาเห็นผิดสังเกตจึงถามความเป็นไปจากนางอุสา นางอุสาจึงได้เล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง แต่นางก็ไม่รู้ว่าชายที่มาอยู่กับนางนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน นางสมัญญารู้สึกเอ็นดู และสงสารนางอุสายิ่งนัก จึงอาสาวาดรูปกษัตริย์เมืองต่าง ๆ เอามาให้นางอุสาดู จนกระทั่งวาดมาถึงรูปของท้าวบารสพระราชบุตร แห่งเมืองปะโค นางอุสาเห็นแล้วดีใจมาก เมื่อทราบว่าท้าวบารสเป็นใคร อยู่ที่ไหน แล้วนางอุสา รีบเขียนสาสน์ไปถึงท้าวบารสทันที ท้าวบารสเมื่อได้รับสาสน์ของนางอุสา และรู้ว่านางเป็นใคร อยู่ที่ไหนรีบควบม้ามาหาทันทีเช่นกัน เมื่อทั้งสองได้พบกันอีกครั้งมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ท้าวบารส อยู่ที่หอนางอุสาร่วมหนึ่งเดือน ความทราบถึงพระยาพาน พระยาพานทรงพิโรธอย่างเป็นไฟทีเดียว รีบบึ่งไปจับตัวท้าวบารส โดยไม่ฟังคำทัดทานใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ท้าวบารสจะอ้อนวอนด้วยเหตุผลใด ๆไม่รับฟังและสั่งให้ท้าวบารสไปขังไว้ร้อนถึงพระฤาษีเมื่อรู้ด้วยญาณว่าท้าวบารสถูกคุมขังไว้จึงได้เดินทางจากป่าเข้าวัง ขอให้พระยาพานปล่อยท้าวบารสเสียแต่ไม่สำเร็จ จึงได้เดินทางไปบอก พระยากิติกรนารายณ์สี่มือเจ้าเมืองปะโคพระราชบิดาของท้าวบารส พระยากิติกรนารายณ์สี่มือมีสาสน์ ไปถึงพระยานพรานให้ปล่อยท้าวบารสกลับคืนเมืองปะโคเสีย มิฉะนั้นจะต้องทำศึกกัน พระยาพานไม่ยอมปล่อยท้าวบารสและยินดีที่จะทำศึกกับเมืองปะโค การทำศึกระหว่างเมืองพานกับเมืองปะโคนั้นเป็นไป อย่างเข้มข้นเพราะเจ้าเมืองทั้งสองต่างมีอิทธิฤทธิ์ด้วยกันทั้งคู่แต่แล้วพระยาพานเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถูกฆ่าตาย ในสนามศึกครั้งนั้นนางอุสาได้ติดตามไปอยู่กับท้าวบารสที่เมืองปะโคแต่ต้องตรอมใจตลอดเวลา เพราะถูกนางสนมของท้าวบารสพูดและทำพฤติกรรมเสียดสีกระทั้กกระทั้น ต่างๆ นา ๆ ท้าวบารสไม่เอาใจใส่นางดั่งที่เคยอยู่กันที่หอนางอุสาได้รับความซอกช้ำใจมาก ในมี่สุดจึงตัดสินใจหนีกลับคืนเมืองพาน เมื่อกลับถึงเมืองพาน นางอุสามีแต่ความคิดถึงท้าวบารสจนกินไม่ได้นอนไม่หลับจนล้มป่วยลง ท้าวพานนาและนางสมัญญาดูแลเอาใจใส่นางอุสา เป็นอย่างดีและรีบส่งข่าวไปบอกท้าวบารส เมื่อท้าวบารสทราบข่าวว่านางอุษาหนีกลับมาอยู่ที่เมืองพานและกำลังป่วยหนัก จึงรีบขวบม้ามาหาทันที แต่มาช้าไปเพราะนางอุสามีร่างกายซูบผอมลงไม่มีกำลังใจในการต่อสู้อีก ทั้งหัวใจบอบซ้ำ ในที่สุดนางอุษาก็ซ้ำใจตายท้าวพานนาและนางสมัญญา รู้สึกสะเทือนใจในการตายของนางอุสาจนสุดควบคุมจิตใจของตนเองได้ จึงขาดใจตามนางอุสาไปด้วย เมื่อท้าวบารสมาถึงเมืองพานสามพี่น้องตายอยู่ด้วยกัน รู้สึกสำนึกผิดที่มีต่อนางอุสา พระยาพาน ท้าวพานนา นางสมัญญา และชาวเมืองพานทุกคนที่ตนทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ท้าวบารสเสียใจ เป็นที่สุดจึงล้มป่วยลง ขาดใจตายตามไปด้วยกันด้วยความรักที่ทุกคนมีต่อกัน อย่างบริสุทธิ์ จึงเป็นบุญให้ดวงวิญญาณไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์
ที่มา : http://www.boysapolclub.com
Usa - Baros    #ตำนานรักอุสาบารส