กินเท่าไหร่ถึงพอดี…ไม่อ้วน
หลายคนมักบ่นว่าแต่ละมื้อไม่ได้กินเยอะ…ทำไมถึง #อ้วน คุณอาจลืมไปว่าระหว่างวัน มีมื้อเล็กมื้อน้อย กินจุกจิกเรื่อยเปื่อย ทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีเกินความจำเป็น และบางคนอาจลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ … แล้วเท่าไหร่ถึงจะพอดี?
แต่ละคนต้องการพลังงานที่แตกต่าง แบ่งตามเพศ วัย และกิจกรรม ดังนี้
- เด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ – พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี/วัน
- วัยรุ่น ชายวัยทำงาน – พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี/วัน
- ผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร – พลังงาน 2400 กิโลแคลอรี/วัน
หากได้รับพลังงานที่เหมาะสมและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เช่น แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และนม ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและไม่มีพลังงานส่วนเกิน
แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ ติดนิสัยรับประทานมื้อดึก หรือเป็นโรคอ้วนแล้ว ปัจจุบันมีตัวช่วยในการลดน้ำหนักแบบปลอดภัยด้วยการส่องกล้องใส่บอลลูน เพื่อลดปริมาณอาหารและลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 24 กิโลกรัมในระยะเวลาเพียง 1 ปี นอกจากนี้ยังมี #ปากกาฉีดลดน้ำหนัก ที่ชื่อว่า LIRAGLUTIDE มีฤทธิ์ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้าลง ยับยั้งความหิว เมื่อคนไข้ได้รับยาก็จะรู้สึกอิ่มเร็วและไม่อยากอาหาร ช่วยให้น้ำหนักหายไปได้ถึง 5-10% ของน้ำหนักตัว ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน
สูตรคำนวณพลังงาน ใน 1 วัน มาดูกันร่างกายต้องการแค่ไหน
ในแต่ละวันตัวเราเองต้องการพลังงานมากน้อยแค่ไหน ใครอยากรู้ก็คำนวณดูเลย รู้แล้วยังช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วนได้ด้วยล่ะ
การรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ อาจไม่ได้ทำให้เราอ้วนได้เสมอไปก็ได้นะคะ ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้พลังงานมาก ๆ ในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน หรือเป็นหนุ่มสาวรักการออกกำลังกาย ก็จะสามารถเบิร์นพลังงานที่ได้จากการทานอาหารให้ออกไปได้หมด แต่ถ้าใครเป็นคนไม่ค่อยออกกำลัง วัน ๆ ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมอะไร แบบนี้ต้องระวังเรื่องการทานอาหารกันหน่อยแล้วค่ะ เพราะถ้ารับพลังงานมามากจนเกินไป พลังงานที่เหลือจะกลายเป็นส่วนเกินแล้วความอ้วนก็จะถามหาทันที !!!
ว่าแต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าในแต่ละวันเราต้องการพลังงานมากน้อยแค่ไหน จะได้ไม่เหลือเก็บเป็นพลังงานส่วนเกิน เรามีวิธีสูตรวิธีคำนวณพลังงานแบบง่าย ๆ มานำเสนอแล้ว
สำหรับวิธีคำนวณพลังงานในแต่ละวันนั้น ๆ จริง ๆ มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร แต่เราจะขอนำเสนอ 2 สูตร ให้เพื่อน ๆ ลองไปคำนวณกันดู โดยพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับใน 1 วัน จะขึ้นอยู่กับเพศ อายุ รวมทั้งกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันด้วย
สูตรคำนวณพลังงาน BMR
หนึ่งในสูตรที่คนใช้กันมากก็คือ Basal Metabolic Rate (BMR) ของ Harris Benedict Formula เป็นสูตรคำนวณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นค่าที่บ่งบอกถึงพลังงานที่น้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร สามารถคำนวณได้ดังนี้
- BMR สำหรับผู้ชาย = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม))+(5 x ส่วนสูง (เซนติเมตร))-(6.8 x อายุ)
- BMR สำหรับผู้หญิง = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม))+(1.8 x ส่วนสูง (เซนติเมตร))-(4.7 x อายุ)
ยกตัวอย่างกันหน่อย สมมติว่า A เป็นผู้หญิง อายุ 30 ปี ส่วนสูง 165 ซม. น้ำหนัก 60 กก. BMR จะเท่ากับ 665 +(9.6 x 60)+(1.8 x 165)-(4.7 x 30) = 1,397 กิโลแคลอรี
ตัวเลขที่ได้คือ พลังงานที่จำเป็นพื้นฐานในการมีชีวิต หมายถึงว่า A ต้องการพลังงานอย่างน้อย 1,397 กิโลแคลอรี ในการดำรงชีวิตในแต่ละวันในกรณีที่วันนั้น A ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย
จากสูตรนี้เห็นได้ว่าคนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักมาก จะมีค่า BMR มากกว่าคนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักน้อยกว่า หรือกรณีที่มีอายุมากขึ้น ค่า BMR ก็จะลดลงไปด้วย เพราะยิ่งคนมีอายุมากขึ้น อัตราการเผาผลาญของร่างกาย หรือที่เรียกว่า "เมตาบอลิซึม" ก็จะปรับลดลงตามไปด้วย
อ๊ะ...แต่ได้ตัวเลข BMR มาแล้วก็ยังไม่จบนะ เพราะอย่าลืมว่าในแต่ละวันเราต้องทำกิจกรรมมากมาย ทั้งนั่ง เดิน นอน ดูทีวี ทำงาน ออกกำลังกาย ซึ่งกิจกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พลังงานที่ต้องการในแต่ละวันจึงไม่เท่ากันด้วย ดังนั้นเราต้องมาคำนวณหาปริมาณแคลอรีที่เราใช้ในแต่ละวัน หรือค่าของพลังงานที่เราสามารถใช้ได้หมดในแต่ละวัน ที่เรียกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) กันต่อ วิธีการก็คือ ดูว่าในแต่ละวันเราทำกิจกรรมและออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน แล้วนำค่า BMR ที่ได้ไปคูณดังนี้
- นั่งทำงานอยู่กับที่ และไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือน้อยมาก = BMR x 1.2
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อย 1-3 วัน/สัปดาห์, เดินบ้างเล็กน้อย ทำงานออฟฟิศ = BMR x 1.375
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์, เคลื่อนที่ตลอดเวลา = BMR x 1.55
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.725
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก หรือเป็นนักกีฬา ทำงานที่ใช้แรงงานมาก = BMR x 1.9
เช่น จากตัวอย่างด้านบน คุณ A มีค่า BMR = 1,397 กิโลกรัมแคลอรี ถ้าเป็นคนที่แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย เท่ากับต้องนำ BMRx1.2 ก็จะได้ปริมาณแคลอรีที่ต้องการในหนึ่งวันเป็น 1,397x1.2 = 1,676.4 ดังนั้นถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ไม่ควรทานอาหารมากเกินกว่า 1,676.4 กิโลแคลอรีนั่นเอง เพราะร่างกายเราสามารถเผาผลาญได้เพียง 1,676.4 กิโลแคลอรี ถ้าทานมากกว่านี้ ส่วนที่เหลือก็เป็นส่วนเกิน
สูตรคำนวณพลังงาน REE
นี่ก็เป็นอีกสูตรหนึ่งที่มีความแม่นยำพอสมควร เรียกว่า "Mifflin St. Jeor Equation" โดยเราจะคำนวณหาค่า REE (Resting Energy Expenditure) หรือพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องการขณะพัก วิธีการคำนวณก็คล้าย ๆ กับสูตรแรก แต่ตัวเลขที่ใช้คำนวณจะแตกต่างกัน คือ
- เพศชาย = (10 x น้ำหนัก (กิโลกรัม)) + (6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร)) - (5 x อายุ) + 5
- เพศหญิง = (10 x น้ำหนัก (กิโลกรัม)) + (6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร)) - (5 x อายุ) - 161
ยกตัวอย่าง คุณ A เป็นผู้หญิง อายุ 30 ปี ส่วนสูง 165 ซม. น้ำหนัก 60 กก. ค่าที่ได้ก็จะเท่ากับ (10 x 60) + (6.25 x 165) - (5 x 30) - 161 = 1,329.25 กิโลแคลอรี
เมื่อคำนวณได้ค่า REE เรียบร้อยแล้ว เราต้องมาคำนวณสูตร TDEE เพื่อหาพลังงานที่ใช้ได้หมดในแต่ละวันกันต่อ เช่นเดียวกันคือต้องพิจารณาว่าในแต่ละวันเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง นำค่า REE ที่ได้มาคูณดังนี้
- นั่งทำงานอยู่กับที่ และไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือน้อยมาก = REE x 1.2
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อย 1-3 วัน/สัปดาห์, เดินบ้างเล็กน้อย ทำงานออฟฟิศ = REE x 1.375
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์, เคลื่อนที่ตลอดเวลา= REE x 1.55
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์ = REE x 1.725
- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก หรือเป็นนักกีฬา ทำงานที่ใช้แรงงานมาก = REE x 1.9
ตัวอย่าง คุณ A คำนวณค่า REE ได้ 1,329.25 กิโลแคลอรี ถ้าเป็นคนที่แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย เท่ากับต้องนำตัวเลขนี้ไปคูณ 1.2 ก็จะได้ปริมาณแคลอรีที่ต้องการในหนึ่งวันเป็น 1,329.25x1.2 = 1,595.1 ดังนั้นถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ไม่ควรทานอาหารมากเกินกว่า 1,595.1 กิโลแคลอรีนั่นเอง
จะเห็นว่าทั้ง 2 สูตรคำนวณออกมาแล้วได้ตัวเลขไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ซึ่งในช่วงหลายปีก่อน คนจะนิยมใช้สูตร BMR กันมาก แต่ในระยะ 1-2 ปีหลัง นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มแนะนำให้ใช้สูตร REE รวมทั้งสมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน (the American Dietetic Association) ก็ระบุว่า สูตร REE มีความแม่นยำพอสมควร จึงแนะนำให้ใช้สูตรนี้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
ลองจดส่วนสูง น้ำหนักของตัวเอง แล้วเข้าสูตรคำนวณกันดูนะคะ ได้ตัวเลขอย่างไรแล้ว ถ้าอยากลดน้ำหนักก็พยายามควบคุมการรับประทานอาหารใน 1 วันให้ได้น้อยกว่าค่าที่ออกมา แต่ถ้าอยากเพิ่มน้ำหนักก็ต้องทานให้ได้มากกว่าค่าที่คำนวณได้ ขอบอกว่าหลายคนนำวิธีนี้ไปใช้ในการเพิ่ม-ลดน้ำหนักแล้วเห็นผลได้จริง ๆ
ที่มา :: https://www.vejthani.com/th , health.kapook.com/view103730.html




กินเท่าไหร่ถึงพอดี ปริมาณอาหารของคนเเต่กลุ่มใน 1 วัน
ตอบลบเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ และเพราะเรื่องปากท้องก็ทำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักท้อใจล้มเลิกไปก็มาก หลายๆคนยังใช้วิธีผิดๆ และความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อด หรือลดอาหารมากจนเกินไป ซึ่งความจริงแล้วเป็นปริมาณอาหารที่เราทานได้ และนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเลือกที่จะกินมากกว่ากการอดหรือ งดสิ่งใดสิ่งนึงไป
การปรับนิสัยการกินของตนเอง ไม่กินของหวานจัด มันจัดเค็มจัดเพิ่มการกินผักและผลไม้ให้มากขึ้นเป็นการเริ่มต้น ที่ดี สำหรับการกินอะไร ได้มากน้อยแค่ไหน ยังเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ คำว่า “พอดี” ของ แต่ละคนไม่เท่ากัน
จะทราบได้อย่างไรว่าควรกินข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ได้แค่ไหนจึงถูกหลักโภชนาการ ทุกวันนี้อาศัยความชอบ ความต้องการของตนเองเป็นหลัก หากบังเอิญกินได้ถูกต้องก็ถือว่าโชคดีไป แต่ขณะนี้ ไม่ต้องรอเสี่ยงโชคอีกแล้ว เพราะมีงานวิจัยที่สามารถกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมครอบคลุมกลุ่มคนไทยอายุ ตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ
บางท่านอาจเคยเห็นโปสเตอร์รูป “ธงโภชนาการ” ของกระทรวงสาธารณสุขมาแล้วเชื่อได้ว่ายังมีผู้ที่ไม่เคยเห็น หรือยังไม่สามารถ นำไปปฏิบัติได้ จึงขอใช้หลักการง่าย ๆ ดังนี้คือ ขั้นแรกต้องจัดตัวเองว่าอยู่ในคนกลุ่มใดก่อน เพื่อจะดูว่าควรกินอาหารให้ได้รับพลังงานทั้งวันในปริมาณเท่าใด
ระดับพลังงาน แตกต่างกันตามเพศ วัย และกิจกรรม
- พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี – สำหรับเด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
- พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี – สำหรับวัยรุ่น ชายวัยทำงาน
- พลังงาน 2400 กิโลแคลอรี – สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร
- ต่อจากนั้นก็มาดูว่า จะกินอย่างไรให้สมดุล ปริมาณพอดี ซึ่งต้องดูจากปริมาณอาหารในแต่ละกลุ่ม
กลุ่มข้าว – แป้ง
ตอบลบควรได้รับวันละ 8-12 ทัพพี อย่าเพิ่งดีใจว่ากินเท่าไรก็ได้ ความจริงก็คือ ต้องกินให้พอเหมาะกับความต้องการ พลังงานของตัวเอง ถ้าเป็นหญิงวัยทำงาน วัยทอง หรือสูงอายุ กินวันละ 8 ทัพพี ชายวัยทำงานวันละ 10 ทัพพี และถ้าใช้พลังงานมากก็กินได้ถึง 12 ทัพพี อาหารกลุ่มนี้รวมถึง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน ขนมปัง และขนมทั้งหลายที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมเค้ก ซาลาเปา บัวลอย ซ่าหริ่ม อะไร ๆ ที่เป็นแป้งนับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด
กลุ่มผัก
แหล่งของใยอาหาร ผู้ใหญ่ควรกินผักวันละ 6 ทัพพี เด็ก ๆ วันละ 4 ทัพพี (1 ทัพพีประมาณ 3-4 ช้อนกินข้าว ) เมนูอาหารจานผักหาทานไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเลียง แกงป่า หรือจอาหารจานเดียว เช่น ขนมจีนน้ำพริก น้ำยา หรือข้าวยำ ใน 1 มื้อได้ผัก 2 ทัพพี ไม่ยากนัก อย่าลืมหมุนเวียนชนิดของผัก จะได้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และได้สารอาหารตามที่ต้องการ
กลุ่มผลไม้
ขอให้ยืดหลักว่า ควรทานผลไม้หลังอาหารทุกมื้อและระหว่างมื้อเมื่อหิว รวม ๆ แล้วควรได้ผลไม้วันละ 3-5 ส่วน แต่ละ 1 ส่วน ของผลไม้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้มเขียวหวาน 1 ผลใหญ่ ฝรั่ง 1/2 ผล เงาะ 4 ผล ถ้าเป็นผลไม้ผลใหญ่ เช่น มะละกอ สับปะรด แตงโม ประมาณ 6-8 คำเท่ากับ 1 ส่วน ปริมาณผลไม้มากน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการพลังงาน
อาหารกลุ่มผักและผลไม้อาจทดแทนกันได้บ้าง วันไหนกับข้าวไม่ค่อยมีผัก ก็เพิ่มผลไม้ รวม ๆ แล้วทั้งวันควรได้ ผัก – ผลไม้ รวมกันไม่น้อยกว่า 1/2 กิโลกรัมจึงจะได้ใยอาหารเพียงพอ
กลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง
เลือกทานเนื้อสัตว์เล็ก เช่น ปลา ไก่ เพราะไขมันต่ำ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ชนิดต่าง ๆ เป็นทางเลือกของผู้รักสุขภาพ ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้คือ 6-12 ช้อนกินข้าว ปริมาณอาหารที่เทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว คือ เต้าหู้ขาวแข็ง 1/4 ก้อน เต้าหู้ขาวหลอด 1/2 หลอด ไข่ 1/2 ฟอง ปลาทู 1/2 ตัว เป็นต้น
กลุ่มนม
เด็ก ๆ ควรดื่มนมจืดวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่วันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มนมวัวด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ก็สามารถดื่มนมถั่วเหลือง ได้เพราะให้โปรตีนปริมาณใกล้เคียงกัน แต่ควรเพิ่มการบริโภคปลาเล็กปลาน้อยและ ผักใบเขียวเข้ม เพื่อให้ได้รับแร่ธาตุแคลเซียมเพียงพอ
นอกจากตัวอาหารหลักแล้วเครื่องปรุ่งอย่าง น้ำตาล เกลือและน้ำมันก็ควรที่จะควบคุมไม่เกินตามปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน
- ปริมาณน้ำตาลต่อวันไม่เกิน เด็ก 4 ช้อนชา และ ผู้ใหญ่ 6 ช้อนชา
- น้ำมันไม่เกิน 65 กรัมหรือไม่เกิน 16 ช้อนชา
- โซเดี่ยม(ของให้รสเค็ม) 2300 มิลลิกรัม (ประมาณ 1 ช้อนชา)
Credit :: สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
กินอาหารแบบไม่นับแคลฯ ยังไง..ให้หุ่นดีไปยาวๆ
ตอบลบว่ากันว่าการกินอาหารสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะไหนจะต้องมานั่งควบคุมประเภทอาหาร ควบคุมปริมาณ แต่ก็ต้องได้คุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน ทำให้หลายคนเริ่มคิดจะถอดใจ วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับในการกินแบบที่ไม่ต้องคอยมานั่งนับแคลฯ มาฝาก ที่จะทำให้คุณมีความสุขกับการใช้ชีวิตในแบบที่สุขภาพดีไปยาวๆ
#ทานข้าวแค่พอดี มื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี
ข้าวถือเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่พบได้ง่ายที่สุดในชีวิตประจำวัน ซึ่งร่างกายของเราต้องการคาร์โบไฮเดรตประมาณ 3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม นั่นแปลว่า ถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม ร่างกายเราจะต้องการคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ 180 กรัม ซึ่งข้าว 1 ทัพพีจะมีคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ประมาณ 18 กรัม นั่นคือเราทานข้าวได้ประมาณ 10 ทัพพีต่อวัน แต่…อย่าลืมว่าข้าวไม่ใช่แหล่งคาร์โบไฮเดรตเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นขนมปัง หรือแม้แต่ผักผลไม้ที่เรากินระหว่างวัน ก็มีน้ำตาลที่จะกลายร่างเป็นคาร์บได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นปริมาณที่แนะนำในการทานข้าวคือ มื้อละไม่เกิน 2 ทัพพี เพื่อที่จะได้เหลือพื้นที่ให้กับคาร์บจากแหล่งอื่นๆ ในระหว่างวัน
#เน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่ก็อย่ามากจนเกินไป
เราต่างก็รู้กันดีว่าร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือแล้วเราต้องการปริมาณโปรตีนเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ หลักการคิดคำนวนง่ายๆ ก็คือ คนเราต้องการโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็คือถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม ปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวันคือ ประมาณ 60 กรัมนั่นเอง ซึ่งแหล่งโปรตีนก็มาจากเนื้อสัตว์ใหญ่ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อแกะ ซึ่งเป็นแหล่งที่ให้พลังงานสูง แต่เมื่อให้พลังงานสูง ก็มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดอุดตันได้ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเลือกทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป อย่างคนญี่ปุ่นเขามีวิธีกะปริมาณการทานเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมคือ วัดความยาวของเนื้อเท่าฝ่ามือ และใช้ความหนาเท่ากับนิ้วก้อย และนอกจากโปรตีนจากเนื้อแดงแล้ว ก็อย่าลืมว่ายังมีแหล่งโปรตีนที่สำคัญจากเนื้อปลาด้วยเหมือนกัน อีกทั้งเนื้อปลายังย่อยง่าย และอุดมไปด้วยไขมันที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย
#ผักสด 2 กำมือ / ผักสุก 1 กำมือ
องค์กรอนามัยโลกได้แนะนำว่า เราควรบริโภคผักและผลไม้ต่อวันในปริมาณ 400 กรัม หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือประมาณ 4-6 ทัพพีนั่นเอง เพราะผักผลไม้นั่นอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกาย รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ร่างกายสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ ซึ่งการกินผักนั้นสามารถทานได้ทั้งผักสุกและผักดิบ โดยปริมาณที่แนะนำคือ ถ้าเป็นผักสดให้ทานในปริมาณ 2 กำมือ หรือถ้าเป็นผักสุกก็ประมาณ 1 กำมือก็เพียงพอแล้ว เอาเป็นว่าสำหรับใครที่ไม่อินกับการกินผักผลไม้ คงต้องปรับพฤติกรรมกันบ้างแล้วล่ะ ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรค เพราะทั้งองค์กรอนามัยโลกและองค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติต่างก็ออกมาบอกว่าการทานผักผลไม้ให้เพียงพอสามารถช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ เช่น น้ำหนักเกิน โรคมะเร็งและหลอดเลือด
เห็นไหมว่าอาหารแต่ละประเภทก็มีส่วนสำคัญต่อร่างกาย และการกะปริมาณอาหารต่อวันก็ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด ขอแค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และอย่าลืมที่จะออกกำลังกาย เพียงเท่านั้น คุณก็สามารถมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีได้แล้วล่ะ