Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ริดสีดวงทวาร...กับการตั้งครรภ์

ริดสีดวงทวาร...กับการตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์
 
 
ริดสีดวงทวารกับการตั้งครรภ์ (Mother&Care)
 
 


อาการริดสีดวงทวารมักจะเกิดจากการขับถ่ายไม่ถูกสุขลักษณะ การอั้นหรือเบ่งถ่ายเป็นเวลานานจนทำให้เกิดแผลหรือการบวมของเส้นเลือด และมีเลือดออกจากบริเวณทวารหนัก ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ก็มักจะมีอาการของริดสีดวงทวารจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ขับถ่ายลำบากและเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก ก่อให้เกิดความรำคาญและกังวลใจ แต่อาการของริดสีดวงทวารไม่ได้รุนแรงหรือเป็นอันตรายกับการตั้งครรภ์ หากคุณแม่ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้ดีค่ะ
 
 

ทำไมจึงเป็นริดสีดวงทวาร?

        
ริดสีดวงทวารเป็นเส้นเลือดที่โป่งพองขึ้นมาบริเวณทวารหนัก (คล้ายกับการเป็นเส้นเลือดขอดที่ขา)ซึ่งสาเหตุที่คุณแม่มักจะเป็นริดสีดวงทวารก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป บางท่านที่ไม่เคยเป็นริดสีดวงมาก่อนก็อาจเพิ่งมาเป็นในช่วงตั้งครรภ์ที่ปริมาณและการไหลเวียนของเลือดในร่างกายเพิ่มมากขึ้น (โดยเฉพาะร่างกายส่วนล่าง) แต่ระบบไหลเวียนเลือดไม่สะดวก เพราะมดลูกที่ขนาดใหญ่ขึ้นไปกดทับเส้นเลือดดำ ในบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในเส้นเลือดดำและเกิดการบวมบริเวณทวารหนัก

นอกจากสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกินอาหารที่มีกากใยน้อย อาการท้องผูกขับถ่ายไม่สะดวกจึงต้องเบ่งถ่ายนาน การยกของหนัก การนั่งหรือยืนนาน ๆ ก็มีส่วนทำให้เป็นริดสีดวงทวารในช่วงตั้งครรภ์ได้มากขึ้นเช่นกัน
 
 
ริดสีดวงทวารกับคุณแม่หลังคลอด

 
หากคุณแเป็นริดสีดวงทวารในช่วงตั้งครรภ์ก็ยังสามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ตามปกติ ซึ่งแพทย์จะเพิ่มความระมัดระวังในการตัดฝีเย็บเพื่อไม่ให้ไปโดนริดสีดวง และไม่ให้มีการฉีกขาดของช่องคลอดมากเกินไป

ส่วนใหญ่อาการริดสีดวงทวารมักจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด แต่บางรายอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งแพทย์มักจะรอให้คลอดก่อนแล้วจึงจะพิจารณาว่าควรผ่าตัดรักษาหรือไม่ ดังนั้นหลังคลอดจึงควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ต้องกลัวว่าการขับถ่ายจะทำให้แผลเย็บฉีกขาด เน้นการกินอาหารที่มีกากใยและการเดินก็จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น
 
 
อาการของริดสีดวงทวาร

        
ริดสีดวงทวารถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายใด ๆ กับการตั้งครรภ์ แต่มักจะทำให้เกิดความรำคาญ คันรอบทวารหนัก เจ็บและมีเลือดติดปนมาเวลาถ่ายอุจจาระหรือหลังถ่าย ซึ่งริดสีดวงอาจออกมาเฉพาะเวลาที่เบ่งถ่ายและหดกลับไปหลังถ่ายเสร็จ หรือบางคนอาจเป็นก้อนอยู่ภายนอกยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ ทำให้ระคายเคืองและรู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก ถ้ามีเลือดออกมากอาจมีอาการซีดได้

คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะอายไม่กล้าปรึกษาแพทย์จนอาการริดสีดวงเป็นมากขึ้น จึงควรสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

       
เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีมูกหรือเลือดปนออกมา (ถ้ามีเลือดออกจากทวารหนักไม่ว่ากรณีใดก็ตาม คุณแม่ต้องรีบไปพบแพทย์)

 
มีอาการคันหรือเจ็บมากบริเวณรอบทวารหนัก

 
รู้สึกว่ามีก้อนหนัก ๆ ถ่วงบริเวณทวารหนัก

       
มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก มีอาการเจ็บก่อนหน้า ระหว่างหรือหลังถ่ายอุจจาระ หรือกดแล้วเจ็บ

หากมีอาการเหล่านี้หรือสงสัยว่าจะเป็นริดสีดวงทวารควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
 
 
บรรเทาและป้องกันอาการริดสีดวงทวาร

 
หากเป็นริดสีดวงมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือเพิ่งเริ่มเป็นในช่วงตั้งครรภ์ การใช้ยารักษาริดสีดวงทวารอาจเป็นเรื่องยาก เพราะมียาไม่กี่ชนิดที่สามารถใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์ จึงไม่ควรซื้อยารักษาเอง แต่ควรปรึกษาสูติแพทย์ว่าครีม ขี้ผึ้งหรือยาเหน็บสำหรับรักษาริดสีดวงทวารชนิดใดที่สามารถใช้ได้บ้าง เพราะยาบางชนิดอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

 
การป้องกันและบรรเทาอาการริดสีดวงทวารไม่ให้เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ หรือไม่ให้อาการลุกลาม จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและสามารถทำได้เอง ดังนี้

 
ใช้ความร้อน-ความเย็น การแช่น้ำอุ่นโดยนำอ่างขนาดพอดีใส่น้ำอุ่นแล้วนั่งแช่ประมาณ 10-15 นาที ทำวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยลดความเจ็บปวด การบวมและการอักเสบของริดสีดวงทวารได้ หรือใช้การประคบเย็นโดยนำผ้าหนา ๆ ห่อน้ำแข็งหรือแผ่นเจลสำเร็จรูปแช่ให้เย็น แล้วนำมาประคบก็ช่วยลดความเจ็บปวดและอาการบวมได้เช่นกัน

 
หลังการขับถ่ายทุกครั้ง ควรทำความสะอาดรอบทวารหนักโดยใช้น้ำสะอาดล้าง หรือสำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แล้วซับให้แห้ง อย่าถูแรง เพราะจะทำให้เจ็บและริดสีดวงบวมมากขึ้น และควรเลือกใช้กระดาษชำระชนิดที่อ่อนนุ่ม ไม่ยุ่ยเกินไป ไม่มีกลิ่นหอม หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ แป้งโรยตัวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมในบริเวณรอบทวารหนัก เพราะสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมอาจทำให้ระคายเคืองบริเวณแผลได้

 
ดูแลอย่าให้ท้องผูก กินอาหารที่มีกากใยสูง หมั่นกินผักและผลไม้โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็น และดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า 10-15 นาที จะทำให้ระบบทางเดินอาหารบีบตัวมากขึ้น ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก

       
พยายามควบคุมการขับถ่ายให้เป็นปกติ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดท้อง อย่ากลั้นไว้นานเพราะจะทำให้ถ่ายออกลำบาก หลีกเลี่ยงการเบ่งแรง ๆ และการนั่งในห้องน้ำเป็นเวลานาน

       
หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน ๆ ไม่ยกของหนักเพราะอาจทำให้ริดสีดวงแตกหรือมีเลือดออกมาก และควรนอนตะแคงซ้ายทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง หรือยกขาพาดกับเก้าอี้ประมาณ 15 นาที เพื่อลดแรงดันในช่องท้อง

 
ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินหรือว่ายน้ำวันละเล็กน้อย จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
การดูแลเรื่องระบบขับถ่ายจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรใส่ใจเพื่อไม่ให้เป็น ริดสีดวงทวาร และวิธีเหล่านี้ยังสามารถใช้ได้จนถึงหลังคลอดเช่นกันค่ะ
 
โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 1

วิดีโอ YouTube

โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 2

วิดีโอ YouTube

โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 3

วิดีโอ YouTube

โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 4

วิดีโอ YouTube

โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 5

วิดีโอ YouTube

โรคริดสีดวงทวารหนัก (piles) 6

วิดีโอ YouTube

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา ::
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

7 ความคิดเห็น:

  1. ริดสีดวงทวาร เกิดจากการโตขึ้นกลุ่มของ เส้นเลือด และ เนื้อเยื่อ บริเวณส่วนปลายของลำไส้ตรง ที่เรียกว่า hemorrhoidal tissue
    คนปกติมีริดสีดวงหรือไม่ เนื่อเยื่อนี้มีหน้าที่อะไร
    ในคนปกติ จะมีริดสีดวง(hemorrhoidal tissue)ทุกคน
    โดยจะอยู่บริเวณ ส่วนล่างของ ทวารหนัก
    เนื้อเยื่อ ริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
    (ลองนึกภาพ ถ้าเรานอนหงายแล้วกางขาออก เหมือนท่าคนจะคลอดลูก
    เปรียบเทียบกับ นาฬิกาด้านหน้า เป็น 6 นาฬิกา ด้านหลังเป็น 12 นาฬิกา
    ด้านซ้ายเป็น 3 นาฬิกา ด้านขวาเป็น 9 นาฬิกา
    (ค่อยๆนึกครับ วาดรูปประกอบก็ได้)

    เนื้อเยื่อริดสีดวงปกติจะมีอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ ที่ 3 , 7 , และ 11 นาฬิกา
    (ที่บอกมี 3 หัวอะไรทำนองนี้ครับ)



    เนื่อเยื่อริดสีดวงมีหน้าที่อะไร?
    หน้าที่ปกติ จะมีหน้าที่ ป้องกัน กล้ามเนื้อของทวารหนัก รวมทั้งหูรูด ระหว่าง ถ่ายอุจจาระ และช่วยให้
    ทวารหนักปิดได้สนิท ในขณะที่เราอยู่เฉย

    โรคริดสีดวงทวารเกิดจากอะไร?
    ริดสีดวง เกิดจากการโตขึ้น ของ เนื้อเยื่อ Hemorrhoid ซึ่งสาเหตุแบ่งง่ายๆ เป็น 2 อย่างคือ
    1.เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณนั้น
    2.เกิดจากการเพิ่ม ความดัน ต่อ กำบังลมด้านล่าง(Pelvic Floor) นานๆ ซึ่งการเพิ่มความดัน ดังกล่าว
    เกิดได้จาก การเบ่งอุจจาระบ่อยๆ จากท้องผูก การยกของหนัก การยืนนานๆ รวมทั้งการตั้งครรภ์
    จากการที่มีเด็กอยู่ ทำให้ เลือดไหลกลับไม่สะดวก

    จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ กลุ่มเส้นเลือดดังกล่าว โตและ ยืดออก ซึ่งการที่มีเลือดออกนั้นเกิดจาก การที่มี
    การบาดเจ็บของเส้นเลือด บริเวณดังกล่าว(Local Injury) ที่เจอบ่อยๆเกิดจาก อุจจาระที่แข็งมากๆ ร่วมกับ
    การเบ่งนานๆ ทำให้จะมีเลือดสดๆ ไหลออกจากทวารหนัก

    โรคริดสีดวงมีกี่ชนิด?
    เราแบ่งโรคนี้ออกเป็น 2 ชนิด คือ
    1.ริดสีดวงภายใน
    คือริดสีดวง ที่อยู่เหนือ เส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line(บริเวณแถวๆ รอยที่หยักๆครับ)จะมีลักษณะที่สังเกตง่ายๆ คือ
    -จะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่ใช่ผิวหนัง ด้านนอก
    -จะไม่เจ็บ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
    -ส่วนใหญ่มักเป็นอันนี้กัน
    ริดสีดวงภายใน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
    1.ไม่มีก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก
    2.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ และหดกลับเข้าไปได้เอง
    3.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป
    4.มีก้อนยื่นออกมาและไม่สามารถใช้มือดันเข้าไปได้
    2.ริดสีดวงภายนอก
    คือริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line สังเกตง่ายๆคือ

    -จะเป็นก้อนทีอยู่ข้างนอก
    -ส่วนที่คลุมก้อน จะเป็นผิวหนัง มักมีอาการคัน และ เจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน
    -หลังจากอาการหายไป บางครั้ง ติ่งผิวหนังนั้นอาจยังอยู่ กลายเป็นติ่งเนื้อที่เรียกว่า Skin Tag




    ...

    ตอบลบ
  2. ริดสีดวงทวาร


    ...ต่อ...








    อาการของโรคริดสีดวง มีอะไรบ้าง?
    อาการของโรคนี้ที่มีพบแพทย์ มี 3 อาการ
    1.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด
    ลักษณะจะเป็นดังนี้คือ จะถ่ายอุจจาระออกมาก่อน ( ระหว่างถ่ายอาจจะเจ็บหรือไม่ก็ได้) จากนั้นจะมีเลือดสดๆ
    หยดออกมา ตามหลังจากอุจจาระ เลือดจะเป็นเลือดสดจริงๆ มักไม่มีมูกเลือดปน
    2.มีก้อนออกมาระหว่างถ่ายอุจจาระ
    ขณะที่เบ่งอุจจาระ จะมีก้อนยื่นออกมา หรือ มีก้อนออกมาตลอดเวลา ขึ้นกับ ระยะที่เป็น
    3.เจ็บบริเวณ ทวารหนัก
    ปกติ ริดสีดวงจะไม่เจ็บ จะเจ็บในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน(Thrombosis)
    หรือ มีเนื้อเยื่อตาย(Necrosis)

    การรักษาโรคริดสีดวงทวาร
    ขึ้นกับระยะที่เป็น
    ระยะ1
    การรักษาใน ระยะนี้ ไม่ว่าจะเลือดออกหรือไม่ จะเน้นการใช้ยาและการปฏิบัติตัว
    การใช้ยา จะเป็นพวก ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม(Stool Softener)
    อาจใช้ยาประเภท Steroid เหน็บทวารเพื่อลดการอักเสบ
    การปฏิบัติตัว คือ ทานอาหารมีกากมากๆ ทานน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการเบ่ง หรือนั่งนานๆ
    มีบางแห่ง อาจใช้ Infrared ช่วย แต่ไม่จำเป็นครับ
    ระยะ2-3 ต้นๆ

    การรักษาด้วยยา รวมทั้ง การปฏิบัติตัวเหมือนเดิม
    อาจใช้ยางชนิดพิเศษ รัดริดสีดวงทวาร ( Rubber Band Ligation) ซึ่งได้ผลดีมาก
    ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด ทำได้บ่อยๆ ภาวะแทรกซ้อนต่ำ
    ระยะ 3ที่ใหญ่ๆ -4

    ต้องผ่าตัดครับ

    เมื่อไร ที่ต้องผ่าตัดริดสีดวง?
    1.เป็นระยะ 3ที่ใหญ่ หรือ ระยะ 4
    2.เป็นทั้ง ภายนอกและ ภายใน พร้อมกัน (Mixed Type)ซึ่งไม่สามารถ ที่จะใช้ยางรัดได้ (เพราะจะเจ็บมาก)
    3.มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือ หัวริดสีดวงเน่า จากการขาดเลือด
    นั่นคือ จะเห็นว่า ถ้าเป็นไม่มากจริงๆ ไม่ต้องผ่าตัดครับ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้

    การป้องกัน
    ขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ทำให้ท้องผูก
    กินอาหารที่มีกาก ผักผลไม้ เพื่อช่วยในการขับถ่าย
    ดื่มน้ำมากๆ
    ถ้ามีอาการผิดปรกติ รีบปรึกษาแพทย์


    ทำไมเราต้องมาสนใจโรคริดสีดวงด้วย?
    จริงๆ แล้วโรคริดสีดวง ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย อย่างมากก็เจ็บ เลือดออกส่วนใหญ่มักจะไม่มาก
    แต่ที่มากๆ จน Shock ก็มีครับ แต่ที่น่าจะระวังมากกว่านั้นคือ เราอาจไม่ได้เป็นริดสีดวงก็ได้
    อาการถ่ายเป็นเลือดสดนั้น อาจเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น โรคแผลที่ทวารหนัก(Anal fissure) ฯลฯ
    แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ เนื้องอก หรือมะเร็ง บริเวณ ลำไส้ตรง หรือ ทวารหนัก ซึ่งจะมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด
    เหมือนกัน ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจร่างกายธรรมดาเท่านั้น การรักษานั้น คนละเรื่องครับ
    ดังนั้น ถ้ามีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรรักษาตัวเอง ควรมาพบแพทย์ครับ


    โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์








    .

    ตอบลบ
  3. ริดสีดวงทวาร Haemorrhoids




    ริดสีดวงทวารคือการที่หลอดเลือดที่ปลายลำไส้ใหญ่ และทวารหนักมีการบวมโป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกจากทวารหนัก

    โครงสร้างทวารหนัก






    ภายในทวารหนัก (ทวารหนักอยู่ต่อจากลำไส้ใหญ่ตอนล่าง สุด เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนที่ต่อกับทวารหนัก) จะมีแนวเส้นที่เรียกว่า เส้นเด็นเทท หรือเส้นเพ็กทิเนท (Dentate line หรือ Pectinate line) ซึ่งเป็นเส้นแบ่งทวารหนักออกเป็นส่วนล่างและส่วน บน ทั้งนี้เมื่อเกิดริดสีดวงทวารในส่วนที่อยู่ใต้ต่อเส้นเด็นเทท เรียกว่า “โรคริดสีดวงภายนอก(External hemorrhoids)” และเมื่อเกิดริดสีดวงทวารเหนือต่อเส้นเด็นเทท เรียกว่า “โรคริดสี ดวงภายใน (Internal hemorrhoids)”

    โรดริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยมีอาการทางทวารหนักที่สำคัญคือเลือดออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระ และติ่งเนื้อขอบทวาร อาการในระยะแรกมักเป็น ๆ หาย ๆ ไม่รุนแรง ผู้ที่มีการดำเนินโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ มีไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปีก่อนจะถึงระดับที่รุนแรง ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

    ริดสีดวงภายใน

    คือ การที่เนื้อเยื่อของทวารหนัก ที่อยู่สูงกว่าdentate line เลื่อนตัวลงมาทางปากทวารหนักทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ หรือยื่นออกมาจากขอบทวารหนัก

    ริดสีดวงภายนอก

    คือเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ dentate line ยืดออกเป็นติ่งเนื้อ

    ริดสีดวงภายในแบ่งตามความรุนแรงเป็น 4 ระยะ คือ
    • ระยะที่ 1 ริดสีดวงอยู่เหนือ dentate line และไม่ยื่นออกมานอกขอบทวาร
    • ระยะที่ 2 ริดสีดวงยื่นออกมานอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระและเลื่อนกลับเข้าไปในทวารหนัก หลังถ่ายอุจจาระ
    • ระยะที่ 3 ริดสีดวงยื่นออกนอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระ และหลังถ่ายอุจจาระต้องดันกลับเข้าไปในทวารหนัก
    •ระยะที่ 4 ริดสีดวงยื่นออกนอกทวารหนักตลอดเวลา

    ริดสีดวงทวารภายในและภายนอกจะเกิดร่วมกันได้บ่อยครั้ง การดูแลรักษาพิจารณาจากชนิด และ ความรุนแรงของโรค ทั้งนี้การรักษามุ่งเพื่อบรรเทาอาการ และไม่จำเป็นต้องขจัดหัวริดสีดวงทวารที่มีอยู่ทั้งหมด

    สาเหตุของริดสีดวงทวาร

    เกิดจากการที่หลอดเลือดดำหรือเนื้อเยื่อรอบทวารมีความดันสูงทำให้หลอดเลือดมีการโป่งพองออก โดยเฉพาะเมื่อเวลาเบ่งอุจาระ

    ผู้ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดริดสีดวงทวาร
    •ท้องผูก การนั่งแช่นานๆ รวมทั้งนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ ทำให้ต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง หรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย
    •ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด เช่นกัน
    •อายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆรอบหลอดเลือด รวมทั้งของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด หลอดเลือดจึงโป่งพองได้ง่าย
    •การตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดบวมพองได้ง่าย
    •โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น เช่นเดียวกับในหญิงตั้งครรภ์
    •การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง จึงมีเลือดคั่งในหลอดเลือด เกิดโป่งพองได้ง่าย
    •โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด จึงเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย
    •อาจจากพันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่า เมื่อครอบครัวมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร




    ...

    ตอบลบ
  4. ริดสีดวงทวาร Haemorrhoids





    ...ต่อ...






    อาการของโรคริดสีดวงทวาร
    • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อยอยู่ภายนอกตลอดเวลา
    • มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระจำนวนแต่ละครั้งไม่มากนัก ไม่มีอาการปวด หรือแสบขอบทวาร หรือพบเลือดบนกระดาษชำระ เลือดที่ออกจะไม่ปนกับอุจจาระไม่มีมูก และมักหยุดได้เอง อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆ
    •เมื่อเป็นมาก หลอดเลือดจะบวมมาก รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดจะบวมออกมาถึงปากทวารหนัก เห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ปลิ้นโผล่ออกมานอกทวารหนัก ซึ่งในภาวะเช่นนี้ จะก่ออาการเจ็บปวดได้
    •นอกจากอาการดังกล่าวแล้วผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการคันรอบทวารหนัก
    •อาจจะมาด้วยอาการมีมูกหลังจากถ่ายอุจาระ
    •เมื่อมีลิ่มเลือดเกิดในริดสีดวงที่โป่งพองจะก่ออาการปวด เจ็บ บวม และก่ออาการระคายเคืองบริเวณรอบปากทวารหนัก และอาการคัน แต่มักไม่ค่อยพบมีเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้

    1. การวินิจฉัยริดสีดวงทวาร

    หลักการวินิจฉัยที่สำคัญ
    • คือ การแยกโรคออกจากโรคอื่น ๆเช่นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก
    • ตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติ หรือ อาจเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา
    • การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ (PR) ไม่ช่วยวินิจฉัยริดสีดวงทวารหนัก แต่ช่วยตรวจแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนหรือแผลบริเวณทวารหนักหรือภายใน rectum
    •การตรวจด้วยส่องดูทวารหนัก anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเสมอเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน
    •การตรวจด้วยส่องด้วยกล้อง sigmoidoscope ควรทำในรายที่มีอายุมาก และจำเป็นต้องทำถ้ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูก ปนเลือด หรือคลำก้อนได้ภายในทวารหนัก
    •การส่งตรวจด้วยสวนสี x-ray ลำไส้ใหญ่ barium enema หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ colonoscopy ใช้ตรวจในกรณีทีอาการไม่ชัดเจนว่าเป็นโรคอะไรหรือมีอาการอื่น ๆ รวมทั้งตรวจในผู้ป่วยสูงอายุ
    •การตรวจร่างกายตามปกติ

    จะต้องรายงานแพทย์ทุกครั้งหากมีอาการดังต่อไปนี้
    •น้ำหนัดลงชัดเจน
    •ระบบขับถ่ายผิดปกติ เช่นท้องผูกสลับกับท้องผู้ก
    •มีการเปลี่ยนแปลงของสีอุจาระ
    •อุจาระมีเลือดปน
    •พบมูกในอุจาระ




    .

    ตอบลบ
  5. 8 วิธีป้องกันริดสีดวงทวาร-10 วิธีบรรเทาอาการ


    ริดสีดวงทวารตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า 'hemorrhoids', เป็นภาวะที่หลอดเลือดในทวารหนักโป่งพอง หรือยื่นออกมาจากผนังทวารหนักส่วนล่าง ส่วนที่ยื่นเป็นผนังหลอดเลือดดำที่โป่งพอง คล้ายเส้นเลือดขอดที่ขา

    .

    คนอเมริกัน 313 ล้านคน เป็นริดสีดวงทวารหนัก 10 ล้านคน = 3.2% (100 คนพบเป็นริดสีดวงทวาร 3 คน) หรือถ้าพบคนอเมริกัน 31 คน จะพบคนเป็นริดสีดวงทวาร 1 คน

    .

    ถ้าคนไทยเป็นริดสีดวงทวารเท่าคนอเมริกัน > 67.09 ล้านคน จะพบคนเป็นโรคนี้ 2.16 ล้านคน [ webmd ]; [ doctoroz ]; [ census ]; [ CIA ]; [ หมอชาวบ้าน ]
    •[ hemorrhoid ] > [ เฮ้ม - เหมาะ - หร่อย - d/ดึ(เสียงเบา) ] > http://www.thefreedictionary.com/hemorrhoid > noun = ริดสีดวงทวาร; ศัพท์เดิมมาจาก 'blood (hemor-) + flow (-rhoid) = blood flow = การไหลของเลือด เลือดไหล
    •[ piles ] > [ พ้าย - เอ่า - s/สี (เสียงเบา) ] > http://www.thefreedictionary.com/piles > noun = ริดสีดวงทวาร; ศัพท์เดิมมาจากภาษาละติน = ball = ก้อนกลมๆ ก้อนริดสีดวงทวาร
    •นิยมใช้ 'hemorrhoids' & 'piles' รูปพหูพจน์ - เติม 's' เข้าใจว่า ริดสีดวงทวารส่วนใหญ่มีหลายหัว



    .

    วิธีป้องกันริดสีดวงทวารที่สำคัญได้แก่ การป้องกันท้องผูก และป้องกันแรงดันในช่องท้องไม่ให้สูงมากหรือสูงนาน เนื่องจากแรงดันในช่องท้องที่สูงขึ้นจะทำให้เลือดดำคั่งในทวารหนักส่วนล่าง และอาจยื่นออกมาพ้นแนวทวารหนัก ซึ่งจะทำให้เลือดคั่งมากขึ้นไปอีก

    .

    (1). กินอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์ให้มากพอทุกวัน โดยเฉพาะเส้นใยจากธัญพืช หรือข้าว

    .

    เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังเติมรำ (โฮลวีท), กินผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัดทั้งผล ถั่ว เมล็ดพืช

    .

    การกินเส้นใยเสริม เช่น เมทามิวซิว (Metamucil) ฯลฯ พร้อมกับน้ำ, การกินลูกพรุน มีส่วนช่วยป้องกันท้องผูกได้, คนสูงอายุที่ท้องผูกบ่อยอาจดื่มน้ำมะขามช่วยระบาย ซึ่งไม่ควรกินบ่อยกว่า 3 วัน/ครั้ง เพื่อป้องกันการดื้อยา (กินแล้วไม่กระตุ้นการถ่าย)

    .

    (2). ดื่มน้ำให้มากพอ โดยดื่มน้ำ 1-2 แก้วหลังบ้วนปากตอนตื่นนอน และดื่มน้ำทุกๆ 1/2-1 ชั่วโมงตอนกลางวัน, กลางคืนควรดื่มน้ำให้น้อยลง เพื่อป้องกันการปวดปัสสาวะตอนนอน ซึ่งอาจทำให้ฝันร้าย นอนหลับไม่สนิท หรือต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ

    .

    สังเกตสีปัสสาวะ... ถ้าเหลืองเข้ม หรือปัสสาวะน้อยกว่า 2 ชั่วโมง/ครั้ง แสดงว่า ดื่มน้ำไม่พอ, ถ้าปัสสาวะบ่อยกว่า 1 ชั่วโมง/ครั้ง แสดงว่า ดื่มน้ำมากเกินไป

    .

    (3). ออกแรง-ออกกำลังทุกวัน, การออกกำลังหนัก เช่น วิ่ง ฯลฯ ป้องกันท้องผูกได้ดีกว่าการออกกำลังแรงปานกลางหรือเบา, การออกกำลังต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไปป้องกันท้องผูกได้ดีกว่าการออกกำลังสั้นกว่า 10 นาที

    .

    คนทั่วไปออกกำลังหนัก เช่น วิ่งเร็วหน่อย ฯลฯ 20 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์, หรือแรงปานกลาง เช่น เดินเร็วมากๆ ฯลฯ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์ก็พอ ทว่า... ถ้าไม่ออกกำลังหนัก, คนที่ท้องผูกง่ายมีแนวโน้มจะต้องออกกำลังแรงปานกลางให้นานหรือบ่อยกว่านั้น จึงจะป้องกันท้องผูกได้ดี

    .

    (4). ถ่ายให้ตรงเวลา ถ่ายทันทีที่ปวดอุจจาระ ไม่รีบเร่ง และไม่เบ่ง, การเบ่งเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เพิ่มเสี่ยงเลือดคั่งในทวารหนัก เสี่ยงหลอดเลือดโป่งออกมาเป็นริดสีดวงทวาร

    .

    โถส้วมแบบนั่งยองช่วยให้ถ่ายง่าย ทว่า... อาจทำให้ทวารหนักเคลื่อนลงมาต่ำกว่าปกติ เพิ่มเสี่ยงเลือดคั่งได้ในคนที่กล้ามเนื้อเชิงกรานหย่อน, การเสริมที่นั่งถ่ายให้สูงขึ้น โดยใช้เก้าอี้เจาะรูใหญ่ตรงกลาง หรือแผ่นรองที่ก้นอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ (กรณีที่ส้วมเป็นแบบนั่งยอง)

    .

    (5). ฝึกนิสัยไม่เบ่งตอนถ่าย และไม่กลั้นหายใจตอนถ่าย เพื่อป้องกันความดันในช่องท้องสูงขึ้น (เพิ่มเสี่ยงเลือดคั่ง), เวลายกของ-ออกกำลัง เช่น ยกน้ำหนัก ฯลฯ ควรหายใจออก หรือฝึกไม่กลั้นหายใจ เพื่อป้องกันความดันเลือด-ความดันช่องท้องสูงขึ้น

    .

    (6). ฝึกไม่อ่านหนังสือตอนถ่าย (ถ้าติดนิสัย... ให้ฝึกดูภาพประกอบ ไม่อ่าน) เพื่อป้องกันการนั่งนาน (นั่งนานเพิ่มแรงดัน เพิ่มเสี่ยงเลือดในทวารหนักคั่ง)

    .

    (7). ฝึกไม่นั่งนานหรือยืนนานเกิน 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง, การนั่งหรือยืนนานเพิ่มเสี่ยงเลือดในทวารหนักคั่ง, ให้เดินเร็วๆ สลับบ่อยๆ หรือลุกขึ้นยืนสลับนั่งเป็นระยะๆ

    .

    (8). ท่านที่ตั้งครรภ์, ควรฝึกนอนตะแคง เพื่อป้องกันน้ำหนักจากเด็ก-รก-น้ำคร่ำกดหลอดเลือดดำในช่องท้อง หลีกเลี่ยงท่านอนหงาย ซึ่งจะทำให้ในทวารหนักคั่งได้ง่าย




    .....

    ตอบลบ
  6. 8 วิธีป้องกันริดสีดวงทวาร-10 วิธีบรรเทาอาการ




    ...ต่อ...



    วิธีบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร, เรื่องที่ท่านควรรู้ คือ ริดสีดวงทวารส่วนใหญ่คล้ายเส้นเลือดขอดที่ขา, ถึงไม่หายก็ควรใส่ใจ และทำใจ (อย่างน้อยควรรู้ว่า คนอื่นก็เป็นโรคนี้ประมาณ 3.2% - ท่านไม่ได้เป็นโรคนี้คนเดียว มีเพื่อนร่วมทุกข์มากมาย) เพื่อให้อยู่กับมันให้ได้

    .

    (1). ล้างก้นด้วยน้ำ หรือกระดาษทิชชูเปียก เช่น ทิชชูที่ใช้เช็ดอุจจาระเด็ก ฯลฯ ปลอดภัยกว่ากระดาษชำระ เนื่องจากกระดาษชำระอาจครูดริดสีดวงทวาร (เส้นเลือดขอด โป่งพอง) ทำให้เกิดแผล ตกเลือดได้

    .

    (2). อาบน้ำด้วยสบู่อ่อน เช่น สบู่เด็ก สบู่เหลว ฯลฯ หลีกเลี่ยงสบู่ที่ผสมสีหรือกลิ่น และฝึกนิสัย "ไม่ล้างก้นด้วยสบู่", ล้างด้วยน้ำเปล่าปลอดภัยกว่า เพื่อป้องกันริดสีดวงทวารระคายเคือง เกิดอาการคัน ซึ่งจะตกเลือดได้ง่ายถ้าเกา

    .

    (3). การประคบเย็น เช่น ใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำปนน้ำแข็ง ฯลฯ 10 นาที แล้วตามด้วยการประคบร้อนด้วยถุงพลาสติกใส่น้ำอุ่น 10-20 นาที อาจช่วยบรรเทาอาการปวดจากเลือดคั่งได้ในบางคน

    .

    (4). นั่งแช่น้ำอุ่น (อย่าใช้น้ำร้อน หรือน้ำอุ่นจัด) ในกาละมังเล็ก (sitz bath) 15 นาที เช้า-เย็น หรือบ่อยกว่านั้น, ทดสอบก่อนแช่ว่า น้ำไม่ร้อนเกินไป โดยใช้หลังมือแตะน้ำเบาๆ ก่อนทุกครั้ง, หลังแช่ให้ล้างมือด้วยสบู่

    .

    (5). ช่วงที่มีอาการปวด หรือตกเลือดบ่อย โดยเฉพาะในคนตั้งครรภ์ ควรนอนตะแคงเป็นพักๆ ใช้หมอนเตี้ยรองเอว ให้ทวารหนักอยู่ในระดับสูงกว่าหัวใจ เพื่อลดเลือดคั่ง

    .

    (6). หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และไม่เบ่งในช่วงที่ตกเลือดหรือปวด

    .

    (7). ใช้หมอน หรือของอ่อนนุ่มรองก่อนนั่ง ในช่วงที่ตกเลือดหรือปวด (เบาะรองนั่งที่ดีและแพงสุดๆ ดูจะเป็นชนิดทำด้วยเจล)

    .

    (8). ไม่สวมเสื้อผ้าคับ เช่น กางเกงยีนส์ ฯลฯ, ใช้ชุดชั้นในทำจากผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันการระคายเคือง และอับชื้น, ผู้หญิงอาจสวมผ้าถุง ผู้ชายอาจใช้กางเกงขาสั้นแทนกางเกงใน

    .

    (9). ปรึกษาหมอใกล้บ้าน ซึ่งถ้าได้รับคำแนะนำให้ใช้ยาเหน็บ ควรนอนตะแคง สอดยาเข้าไป ยาจะละลาย ให้นอนต่อ 5-10 นาที นอนพลิกไปข้างตรงข้าม แล้วนอนต่อ 5 นาที (ถ้าเหน็บก่อนนอน จะหลับไปเลยก็ได้)

    .

    ระวังการใช้ยาเหน็บที่มีสารออกฤทธิ์สเตอรอยด์ (steroid - สารกดการอักเสบ) ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักบางลง ระคายเคือง คัน หรือเป็นแผลได้ง่ายขึ้น ยกเว้นหมอที่ดูแลท่านแนะนำ

    .

    (10). ยาทาทำจากวาสลีน (petroleum jelly) หรือที่ดีมาก คือ ครีมสังกะสี (zinc oxide paste/ซิ้งก์ เพสท์) ใช้ทาริดสีดวงทวาร เพื่อลดการเสียดสี ระคายเคือง อาการคันได้





    ....




    ตอบลบ
  7. ไขข้อข้องใจ เรื่องริดสีดวงทวาร



    อยากรู้ไหมว่า โรคริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด และการรักษามีกี่วิธี แล้ววิธีไหนได้ผลดีที่สุด...นพ.วรุตม์ โล่สิริวัฒน์ จะมาให้คำตอบเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวารค่ะ

    สำหรับโรคริดสีดวงทวาร เป็นโรคที่พบบ่อย อาการส่วนใหญ่ของริดสีดวงทวาร คือ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดแดงสด หรือมีก้อนโผล่ขณะถ่ายอุจจาระ การกินอาหารที่มีกากใยน้อย อาหารรสจัด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นอาการของริดสีดวงทวารให้เป็นมากขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

    การรักษาโรคริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับชนิด และระยะของโรค

    หากเป็นริดสีดวงทวารระยะแรก หัวยังอยู่ภายใน ไม่เจ็บ แต่จะมีเลือดออกได้

    ระยะที่ 2 จะมีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่จะหดกลับเข้าไปเองได้

    ริดสีดวงทวารทั้ง 2 ระยะนี้ สามารถรักษาโดยให้ยากิน หรือยาเหน็บทางทวารหนัก ร่วมกับการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วย และอาจพิจารณาการรัดหัวริดสีดวงทวารด้วยยาง หรือฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งริดสีดวงทวารที่เลือดออก

    ระยะที่ 3 และ 4 ริดสีดวงทวารใหญ่มากเกินกว่าจะกลับเข้าไปเอง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น


    สำหรับการผ่าตัดจะขึ้นกับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1-2 ตำแหน่ง อาจใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้าริดสีดวงทวาร 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ทำให้สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง อีกทั้งแนวการเย็บแผลอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่แผลภายนอกเลย รวมถึงเจ็บปวดก้นหลังผ่าตัดน้อย

    ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากการผ่าตัดแบบใหม่นี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

    ส่วนวิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารนั้น ควรกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ลดอาหารประเภทไขมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระนาน ๆ หรือนั่งอ่านหนังสือในขณะขับถ่าย





    .


    ตอบลบ