Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความสัมพันธ์ไทยสวิตเซอร์แลนด์

 

ความสัมพันธ์ไทยสวิตเซอร์แลนด์







๑. ความสัมพันธ์ทั่วไป

๑.๑ การทูต ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสได้เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสมาพันธรัฐสวิส ในปี ๒๔๔๐ และปี ๒๔๕๐ โดยภายหลังการเสด็จประพาสครั้งแรก รัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสได้เริ่มความพยายามที่จะขอเจรจา เพื่อจัดทำสนธิสัญญาไมตรีและการค้ากับไทย แต่การเจรจายืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากติดขัดประเด็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จนกระทั่งไทยยกเลิกการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศต่างๆ การเจรจาจึงสำเร็จลง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามย่อในสนธิสัญญาไมตรี และการค้าระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๗๔ ณ กรุงโตเกียว ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งได้ถือวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง ไทยกับสมาพันธรัฐสวิส สำหรับการลงนามสนธิสัญญาฯ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๗๔

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสได้พัฒนาอย่างราบรื่นและใกล้ชิดเป็นพิเศษมาตลอด สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงศึกษาและเจริญพระชนม์ที่สมาพันธรัฐสวิส อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทรา- บรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เคยประทับที่สมาพันธรัฐสวิส เป็นเวลานาน นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิสอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๐๓ ส่วนในปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส ในหลายโอกาส

สมาพันธรัฐสวิสได้ตั้งสถานกงสุลแห่งแรกขึ้นในไทย เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๗๕ โดยมีนายออตโต อาดเลอร์ (Otto Adler) ผู้จัดการบริษัท Diethelm & Co. จำกัด เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์สวิสประจำประเทศไทยคนแรก และรัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสได้ส่งนาย Alfred Escher จากกระทรวงการต่างประเทศสวิส มาดำรงตำแหน่งนายเวร ประจำสถานกงสุลแห่งนี้ นาย Escher จึงนับเป็นนักการทูตสวิสคนแรกที่ประจำการที่ประเทศไทย และในปี ๒๕๐๒ จึงได้ยกระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูต ในส่วนของไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอมรทัตกฤษดากร เป็นอัครราชทูตไทยประจำสมาพันธรัฐสวิสคนแรก (ทรงมอบพระราชสาส์นตราตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๗๕) โดยมีถิ่นพำนักที่กรุงปารีส ต่อมาในปี ๒๔๙๑ จึงได้ ตั้งสถานราชทูตไทยขึ้นที่กรุงเบิร์น และยกระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูตในปี ๒๕๐๒ เอกอัครราชทูตไทยประจำสมาพันธรัฐสวิสคนปัจจุบัน คือ นายรัฐกิจ มานะทัต นอกจากนี้ ยังได้มีการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำนครซูริค เจนีวา และบาเซิล ด้วย

เมื่อปี ๒๕๔๐ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการเสด็จประพาสสมาพันธรัฐสวิสของพระบาทสมเด็จ- พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น และกระทรวงการต่างประเทศสมาพันธรัฐสวิส ได้ร่วมกันจัดทำบัตรโทรศัพท์และดวงตราไปรษณียากรที่ระลึก รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือ "ร้อยปีสยาม-สวิตเซอร์แลนด์" (Siam-Swiss Centenary: The Growth of a Friendship) เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว

เมื่อปี ๒๕๔๙ ไทยและสมาพันธรัฐสวิสเฉลิมฉลองครบรอบ ๗๕ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ได้จัดงานเลี้ยงรับรองเฉลิมฉลองโอกาสดังกล่าว โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ร่วมงาน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย และการไปรษณีย์สมาพันธรัฐสวิส ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์บัตรภาพตราไปรษณียากรด้วย

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ได้ดำเนินโครงการจัดสร้างศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ ณ สวนสาธารณะเดอน็องตู (Denantou) เมืองโลซานน์ เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และการครบรอบ ๗๕ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งปัจจุบันศาลาจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงเป็นประธานพิธีเปิดและมอบศาลาไทยดังกล่าวให้แก่เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒

ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาพันธรัฐสวิสดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมีการแลกเปลี่ยน การเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในกรอบ ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การกาชาดสากล (ICRC) รวมทั้งในด้านการกำจัดทุ่นระเบิด เครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

๑.๒ เศรษฐกิจ

๑.๒.๑ การค้า สมาพันธรัฐสวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑๕ ของไทยในโลก เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในยุโรป (รองจากเยอรมนี) และเป็นอันดับ ๑ ของไทยในกลุ่มประเทศ EFTA (สมาพันธรัฐสวิส นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนส์ไตน์) ส่วนประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ ๒ ของสมาพันธรัฐสวิส รองจากสิงคโปร์ในกลุ่มอาเซียน

สมาพันธรัฐสวิสได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) แก่ไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยส่งออกไปยังสมาพันธรัฐสวิสเกือบทั้งหมด รวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น รองเท้า สิ่งทอ ได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรหรือถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราต่ำ ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งหอการค้าสมาพันธรัฐสวิส –ไทย ขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๓๕ และสมาพันธรัฐสวิสจัดตั้งหอการค้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นที่นครซูริค เมื่อปี ๒๕๓๗

การค้ารวม การค้าในปี ๒๕๕๒ มีมูลค่า ๕,๖๓๘.๖๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี ๒๕๕๑ ร้อยละ ๕.๑ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า ๖๔๘.๕๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออก ในปี ๒๕๕๒ การส่งออกของไทยไปสมาพันธรัฐสวิสมีมูลค่า ๓,๑๔๓.๔๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๘.๘๓จากปี ๒๕๕๑ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (สมาพันธรัฐสวิสเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ ๗ ของไทย รองจาก สหรัฐฯ ฮ่องกง อิสราเอล ออสเตรเลีย เบลเยียม และสหราชอาณาจักร) นาฬิกาและส่วนประกอบ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และสิ่งทออื่นๆ

การนำเข้า ในปี ๒๕๕๒ นำเข้า ๒,๔๙๔.๘๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ ๓๖.๙๕ จากปี ๒๕๕๑ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ แผงวงจรไฟฟ้า ธุรกรรมพิเศษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

๑.๒.๒ สถิติการค้า ๕ ปี ระหว่างไทยกับสวิตฯ

ปีมูลค่าการค้ารวม (ล้าน $)มูลค่าการส่งออกของไทยไปสวิตฯ (ล้าน $)มูลค่าการนำเข้าของไทย (ล้าน $)ดุลการค้าของไทย (ล้าน $)สวิตฯ GDP (พันล้าน $)สวิตฯ GDP Growth in %สวิตฯ GDP per capita ($)สวิตฯ ประชากร (ล้านคน)
2549289,351.43147,883.72141,467.716,416.01391.233.653,690.97,459.13
2550333,410.11172,122.40161,287.7110,834.70434.093.659,474.67,508.74
2551383,535.98200,335.65183,200.3317,135.31500.261.868,433.17,593.49
2552329,142.64173,147.93155,994.7117,153.22494.62-1.467,559.67,783.0
2553 (ม.ค.-มิ.ย.)177,963.1894,340.4983,622.6910,717.8512.06*1.5*69,838.8*7,868.6*

ที่มาของข้อมูล: สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี * = estimated by World Trade Atlas/International Monetary Fund

๑.๒.๒ การลงทุน

ชาวสวิสเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๔๐๙ และได้ก่อตั้งบริษัท Jucker, Sigg & Co. ขึ้นในปี ๒๔๒๕ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Berli Jucker ปัจจุบันมีบริษัทสวิสกว่า ๑๕๐ บริษัท เข้ามาลงทุนในไทย โดยมีบริษัทชั้นนำหลายบริษัท อาทิ Diethelm Keller (ธุรกิจท่องเที่ยว), ETA (Swatch Group - ผลิตชิ้นส่วนนาฬิกา), Nestl? (อุตสาหกรรมอาหาร), Holcim (ปูนซีเมนต์นครหลวง), Roche และ Novartis (ยา และเวชภัณฑ์), ABB (ผลิตเครื่องจักรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) เป็นต้น จนถึงปัจจุบัน สมาพันธรัฐสวิสลงทุนในไทย ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มากกว่า ๑๕๐ โครงการ รวมมูลค่าประมาณ ๑,๔๓๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา มีการลงทุนผ่าน BOI จำนวน ๖๕ โครงการ มูลค่ารวมประมาณ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท

จากข้อมูลของ BOI ในปี ๒๕๕๒ สมาพันธรัฐสวิสได้ลงทุนในไทย ๑๑ โครงการ รวมมูลค่า ๘๒.๔๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นอันดับ ๒ ของการลงทุนจากยุโรป รองจากเนเธอร์แลนด์ โดยเพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๕๑ ร้อยละ ๑๘๐ (จำนวน ๑๐ โครงการ รวมมูลค่า ๒๙.๓๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยส่วนใหญ่เป็นการ ลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนนาฬิกา และอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบ

๑.๒.๓ การท่องเที่ยว

นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสที่เดินทางมาไทยมีอัตราการเติบโตในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด ยกเว้นในปี ๒๕๔๐ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสวิสเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ใช้เวลาพำนักอยู่ในระยะยาว และนำรายได้จำนวนมากเข้าประเทศ (ประมาณกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท) จำนวนนักท่องเที่ยวสวิสจัดอยู่ในอันดับที่ ๖ ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศยุโรป และในแง่แหล่งท่องเที่ยวระยะไกลจากสมาพันธรัฐสวิส (long distance destination) ประเทศไทยได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ ๒ รองจากสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๕๒ มีนักท่องเที่ยวสวิสเดินทางมาไทย จำนวน ๑๔๑,๔๙๕ คน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๙.๕๔ จากปี ๒๕๕๑ (จำนวน ๑๐๙,๒๒๗ คน) ทั้งนี้ การบินไทย มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับนครซูริคทุกวัน และสายการบิน Swiss International Airlines มีเที่ยวบิน ซูริค-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ จำนวน ๖ เที่ยวบิน/สัปดาห์

๑.๓ สังคมและวัฒนธรรม

ปัจจุบัน มีคนไทยในสมาพันธรัฐสวิสประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน เป็นหญิง ร้อยละ ๘๐ ส่วนใหญ่สมรสกับ ชาวสวิส โดยเป็นแม่บ้านหรือเปิดร้านอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีวัดไทย ๔ แห่ง สมาคม กลุ่มและชมรมไทย ๑๔ แห่ง และมูลนิธิ จำนวน ๒ มูลนิธิ รวมทั้งร้านอาหารและร้านขายสินค้าไทยกว่า ๑๕๐ ร้าน ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีชาวสวิสอาศัยอยู่ในไทยประมาณ ๖,๕๐๐ คน

เมื่อปี ๒๕๔๘ สมาพันธรัฐสวิสให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ๓ แห่ง ที่จังหวัดพังงา ซึ่งประสบ ภัยสึนามิ โดยเป็นการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งจัดหาเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่หมู่บ้านดังกล่าว

๒. ความตกลงที่สำคัญกับไทย
ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว๒.๑ หนังสือสัญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีและการค้าขาย (ลงนามเมื่อปี ๒๔๗๔)
๒.๒ สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ (ลงนามเมื่อปี ๒๔๘๐)
๒.๓ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อปี ๒๔๙๙)
๒.๔ ข้อตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อปี ๒๕๐๗)
๒.๕ ความตกลงเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อปี ๒๕๐๙)
๒.๖ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการเพื่อโครงการลิกไนท์แม่เมาะในประเทศไทย (ลงนามเมื่อปี ๒๕๑๓)
๒.๗ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป (ลงนามเมื่อปี ๒๕๒๗)
๒.๘ หนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนามเมื่อ ปี ๒๕๓๓)
๒.๙ อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (ลงนามเมื่อปี ๒๕๓๙)
๒.๑๐ สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิด (ลงนามเมื่อปี ๒๕๔๐)
๒.๑๑ ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนในลักษณะต่างตอบแทน (ลงนามเมื่อปี ๒๕๔๐)
๒.๑๒ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการลงทุน (ลงนามเมื่อปี ๒๕๔๒)
๒.๑๓ พิธีสารว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงาน (ลงนามเมื่อปี ๒๕๔๖) ๒.๑๔ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างอาณาเขตของทั้งสองฝ่ายและพ้นจากนั้นไป (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓)

ความตกลงที่อยู่ระหว่างการจัดทำ

๒.๑๕ สนธิสัญญาว่าด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา
๒.๑๖ สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

๓. การเยือนที่สำคัญ
๓.๑ ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

  • ปี ๒๔๔๐ และปี ๒๔๕๐ เสด็จประพาสสมาพันธรัฐสวิส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
  • วันที่ ๒๙ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๓ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสมาพันธรัฐสวิส
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • วันที่ ๑๘ - ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เสด็จฯ เยือนนครเจนีวา เพื่อร่วมในงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • วันที่ ๑๘ - ๑๙ เมษายน ๒๕๔๕ เสด็จฯ เยือนนครเจนีวา เป็นการส่วนพระองค์
  • วันที่ ๑๗ - ๒๐ กันยายน ๒๕๔๕ เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศว่าด้วยการให้การศึกษาหลังประถมศึกษาแก่ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ ๑ ณ นครเจนีวา
  • วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๖ เสด็จฯ เยือนนครซูริค (เป็นเวลา ๑๔ ชั่วโมง) เพื่อทรงเปลี่ยนเครื่องบินพระที่นั่งในวโรกาสเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐแทนซาเนีย
  • ันที่ ๑๔ - ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงร่วมประชุมประจำปี คณะมนตรีมูลนิธิเพื่อการศึกษาของผู้ลี้ภัย (Refugee Education Trust - RET) ณ นครเจนีวา
  • วันที่ ๑๕ - ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเป็นประธานพิธีเปิด ศาลาไทย ณ เมืองโลซานน์
  • วันที่ ๑๒ - ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ เสด็จฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเป็นประธานพิธีเปิด อาคารหลังใหม่ของโรงเรียน Ecole Nouvelle de la Suisse Romande ที่เมืองโลซานน์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยศึกษาอยู่
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
  • วันที่ ๒๑ - ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เป็นการส่วนพระองค์ี
  • วันที่ ๒๒ - ๒๘ กันยายน ๒๕๔๓ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เป็นการส่วนพระองค์
  • วันที่ ๙ - ๑๕ กันยายน ๒๕๔๔ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมการสัมมนา Phytochemical Society of Europe ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์
  • วันที่ ๑๒ - ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๗ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมงานสัมนนาด้านวิชาการ ณ นครเจนีวา
  • วันที่ ๖ - ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส ตามคำกราบทูลเชิญของประธานบริษัท Novartis และ Roche
  • วันที่ ๒๔ พฤษภาคม - ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุม International Conference on Natural Products: A Chance for the Future of Mankind ครั้งที่ ๔ ณ นครเจนีวา
  • ูวันที่ ๒๓ – ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญ Albert Hofmann Gold Medal for Advances in Natural Products Chemistry จากสถาบันเคมีอินทรีย์แห่งมหาวิทยาลัยซูริค
  • วันที่ ๒๓ – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุม 2008 World Cancer Summit ณ นครเจนีวา
  • วันที่ ๑๖ - ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมการสัมมนา International Congress and Annual Meeting of the Society for Medicinal Plant Research ณ นครเจนีวา
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  • วันที่ ๔ - ๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ เสด็จเยือนเมืองโลซานน์ เป็นการส่วนพระองค์
  • วันที่ ๒๒ - ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๔ เสด็จเยือนเมืองโลซานน์ เป็นการส่วนพระองค
  • วันที่ ๑๑ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เสด็จเยือนนครเจนีวา ในโอกาสการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เส้นทาง กรุงเทพฯ-เอเธนส์-เจนีวา
  • วันที่ ๒๓ - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เป็นการส่วนพระองค์
  • วันที่ ๑๖ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เป็นการส่วนพระองค์
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
  • วันที่ ๑๑ - ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อทรงเข้าร่วมงาน Swiss Red Cross Ball ครั้งที่ ๕ ณ นครเจนีวา
  • วันที่ ๒๔ – ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เสด็จเยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเป็นองค์ประธานในโครงการประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงไทย
นายกรัฐมนตรี/ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • เดือนมกราคม ๒๕๓๙ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส
  • วันที่ ๑๑ - ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมประชุมด้านความมั่นคงของมนุษย์ ณ เมืองลูเซิร์น
  • วันที่ ๑๒ - ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุม ISC-Symposium ครั้งที่ ๓๔ ณ เมืองแซง กาลอง
  • วันที่ ๒๘ มกราคม – ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส
  • วันที่ ๒๙-๓๐ มกราคม ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อ เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส
  • วันที่ ๒๙-๓๐ มกราคม ๒๕๕๓ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส
๓.๒ ฝ่ายสวิส ประธานาธิบดี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ นายอาร์โนลด์ คอลเลอร์ (Arnold Koller) ประธานาธิบดี และภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล
  • วันที่ ๑๗ - ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๗ นายโยเซ็ฟ ไดส์ (Joseph Deiss) ประธานาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล
  • วันที่ ๘ - ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ นายโยเซ็ฟ ไดส์ (Joseph Deiss) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
  • วันที่ ๒ - ๓ มกราคม ๒๕๔๘ นางมิเชอลีน กาลมี เรย์ (Micheline Calmy-Rey) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยเพื่อเยี่ยมชาวสวิสที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสึนามิ






 

ที่มา ::   http://thaiembassybern.org/th/aboutswit-thai-swit-relation.php

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น