Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การแท้งบุตร

                           การแท้งบุตร


การแท้งลูกเป็นประสบการณ์แห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ และน่าเศร้าที่การแท้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ค่อนข้างบ่อย แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์อันเลวร้ายที่ยากจะยอมรับได้ ผู้หญิงหลายๆคนก็สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกครั้งและมีครรภ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ดังนั้นหากเหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับคุณ ขอให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่าคุณยังสามารถที่จะตั้งครรภ์ได้อีกและมีครรภ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้ค่ะ



ความรู้สึกของการสูญเสียลูก

การสูญเสียลูกน้อยในช่วง 24 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์เรียกว่าการแท้ง เป็นการสูญเสียอันเลวร้ายที่ยากจะทำใจยอมรับได้ และซ้ำร้ายที่ประมาณหนึ่งในเจ็ดของการตั้งครรภ์จบลงด้วยการแท้ง เป็นเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นบ่อยเกินไป ถึงแม้ว่าหญิงตั้งครรภ์บางรายอาจแท้งบุตรในระยะท้ายๆ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการแท้งจะเกิดขึ้นภายในช่วง 13 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

สาเหตุของการแท้งคืออะไร


โดยปกติ การแท้งในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์มักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ ส่วนการแท้งในระยะท้ายๆ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ ความผิดปกติของรกหรือมดลูก หรือปากมดลูกอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทราบสาเหตุของการแท้งที่แน่ชัด การตรวจครรภ์ ทั้งสองวิธีที่ใช้สำหรับตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ( การเจาะตรวจน้ำคร่ำและการเจาะตรวจรก : Amniocentesis and Chorionic Villus Sampling) อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแท้งได้ด้วยเช่นกัน หากคุณได้รับการแนะนำให้เข้ารับการตรวจด้วยวิธีดังกล่าวนี้ แพทย์จะอธิบายความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการตรวจทั้งสองชนิดอย่างชัดเจน


สัญญาณของการแท้งบุตร


หญิงมีครรภ์ที่แท้งบุตรในระยะแรกเริ่มอาจโชคดีพอที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
การแท้งบุตรในระยะเริ่มต้นอาจมีอาการคล้ายกับการมีประจำเดือนที่มีเลือดออกในปริมาณมากร่วมกับอาการปวดท้อง บางครั้งอาจมีก้อนเลือดข้นๆ ปนออกมาด้วย
สำหรับการแท้งบุตรในระยะท้าย เป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่หญิงมีครรภ์บางรายพบว่าตนเองสูญเสียลูกน้อยระหว่างการตรวจอัลตราซาวนด์และพบว่าหัวใจของลูกน้อยไม่เต้นแล้ว



วิธีการลดความเสี่ยง



วิธีการที่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการแท้งบุตรมีอยู่สองสามวิธีด้วยกันคือ การเลิกสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าการเลิกสูบบุหรี่ทันทีที่ตัดสินใจว่าต้องการจะมีลูกจะเป็นประโยชน์มากที่สุด แต่การเลิกสูบบุหรี่หลังจากทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์แล้วก็ยังคงมีประโยชน์สำหรับตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่เสมอถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน
งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรปฎิบัติ การขอคำปรึกษาจากสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์เพื่อขอคำแนะนำและวิธีการดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์ล่าสุดก็สามารถช่วยได้ หรือคุณแม่อาจศึกษาจากข้อมูลของเราได้ที่หัวข้อ
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์



โอกาสเสี่ยงต่อการแท้งจะเพิ่มสูงขึ้น หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อไปนี้



  • เบาหวาน
  • โรคไต
  • โรคของต่อมไทรอยด์
  • ลูปัส ( lupus)
  • เนื้องอกผนังมดลูก ( fibroids) ( หรือความผิดปกติอื่นๆ ในมดลูก )
  • มีประวัติการแท้งบุตร



หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณเพื่อขอคำแนะนำในการดูแลตัวเองเป็นพิเศษที่อาจจำเป็นสำหรับคุณ แพทย์อาจใช้วิธีการตรวจหรือเครื่องมือพิเศษบางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
หากคุณเคยแท้งบุตรมาก่อน พยาบาลผดุงครรภ์หรือแพทย์ของคุณจะให้คำแนะนำในการดูแลรักษาตัวเองเป็นพิเศษระหว่างสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอและงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์


เรียนรู้วิธีเสริมสร้างกำลังใจหลังจากการแท้ง

สายใยแห่งความผูกพันกับลูกน้อยในครรภ์อาจเริ่มถักทอขึ้นทันทีที่คุณแม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ดังนั้นการสูญเสียลูกน้อยกะทันหันจึงทำให้คุณแม่หัวใจสลาย การเสริมสร้างกำลังใจอย่างเหมาะสมและให้เวลาช่วยเยียวยาถือเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่ท่านอื่นๆที่เคยผ่านประสบการณ์การแท้งบุตรอันเลวร้ายมาก่อนหน้านี้อาจให้แง่คิดดีๆไว้ใน ห้องสนทนาของคุณแม่ ซึ่งอาจช่วยคลายความทุกข์ใจลงได้บ้าง หรืออีกเว็บไซต์หนึ่งที่น่าสนใจของประเทศอังกฤษอย่าง Miscarriage Association ซึ่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่หญิงมีครรภ์ในการรับมือกับการแท้งบุตรมาเป็นเวลากว่า 25 ปี ก็สามารถเป็นแหล่งข้อมูลและความช่วยเหลือที่ดีได้







การแท้ง



  • การแท้งคืออะไร
  • ทำไมจึงแท้ง
  • แท้งแล้วมีอันตรายหรือไม่
  • ถ้ามีการแท้งเกิดขึ้นจะทำอย่างไร



การแท้ง เป็นการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนระยะเวลาที่ครรภ์จะครบกำหนด ทางการแพทย์ส่วนใหญ่ถือว่า การแท้งเป็นการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนที่อายุครรภ์ครบ 28 สัปดาห์ หรืออาจนับเอาน้ำหนักของทารกเป็นเกณฑ์ว่าต่ำกว่า 1,000 กรัมถือว่าเป็นการแท้ง แต่ตามความเข้าใจของคนทั่วไป การแท้ง คือ การที่มีเลือดหรือมีชิ้นเนื้อ หรือมีตัวเด็กที่ไม่มีชีวิต ออกมาทางช่องคลอดระหว่างการตั้งครรภ์



การแท้งที่เกิดขึ้นเอง มีสาเหตุได้ทั้งด้านมารดาและทารก สาเหตุด้านมารดาส่วนใหญ่ควรจะป้องกันได้ สำหรับสาเหตุทางทารกนั้นเป็นกลไกที่มองไม่เห็น อาจเกิดเนื่องจากการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้วในโพรงมดลูกไม่ดี หรือมีการเกาะของรกผิดที่ เป็นต้น



สาเหตุทางด้านมารดา ที่พบได้บ่อย คือ การขาดอาหาร และการติดเชื้อชนิดเฉียบพลัน ทำให้มีไข้สูง เช่น การติดเชื้อไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย การติดเชื้อหัดเยอรมัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจพบว่า มีความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ ความผิดปกติทางฮอร์โมน การได้รับแรงกระทบกระเทือน การได้รับสารพิษ และประการสำคัญ คือ มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจอย่างรุนแรง



ชนิดของการแท้งมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของการแท้งนั้นๆ เช่น การแท้งครบ หมายถึง การแท้งที่ทารก รก และถุงน้ำคร่ำ หลุดออกมาจากโพรงมดลูกทั้งหมด การแท้งชนิดนี้เลือดจะหยุดได้เอง ปากมดลูกปิด สำหรับการแท้งที่ยังมีบางส่วนของรกค้างอยู่ในโพรงมดลูก จะมีเลือดออกไม่หยุด บางรายออกมากจนหมดสติ ซึ่งมีอันตรายมากต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล เพื่อขูดมดลูกเอาส่วนที่ค้างอยู่ออก



สำหรับการแท้งที่เกิดจากการกระทำให้แท้งแบบผิดกฎหมายมีอันตรายมากที่สุด เพราะนอกจากจะมี “การตกเลือด” เนื่องจากมดลูกทะลุ ปากมดลูกฉีกขาดแล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการทำแท้ง หรือน้ำยาต่างๆ ตลอดจนวิธีการทำยังสะอาดไม่พอ ทำให้เกิดการติดเชื้อในโพรงมดลูก อาจร้ายแรงจนกระทั่งมดลูกเน่า หรือลุกลามไปทั่วช่องท้อง ซึ่งจะทำให้มีไข้สูง เจ็บปวดมาก มีหนองหรือเลือดที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกทางช่องคลอด ทำให้ต้องตัดมดลูกทิ้ง ซึ่งผลจากการทำแท้งชนิดนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ถึงแก่ชีวิตด้วยการติดเชื้อดังกล่าว



การรักษาการแท้ง การแท้งแต่ละชนิด และแต่ละอายุของครรภ์มีวิธีให้การรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อมีหรือเข้าใจว่าอาจจะมีการแท้งเกิดขึ้น ควรได้รับการตรวจจากแพทย์โดยตรง การปฏิบัติตัวเมื่อมีเลือดออกก่อนไปพบแพทย์ คือ พักผ่อน ไม่ทำงานหนัก ไม่ยกหรือเข็นของหนัก ใส่ผ้าอนามัยไว้ตลอดเวลา ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้มากๆ แล้วรีบไปพบแพทย์










การมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์
โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

การมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ พบได้บ่อย และสร้างความตระหนกและกังวลใจให้กับผู้ที่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก


สาเหตุของการมีเลือดออก มีหลายสาเหตุมาก มีทั้งมีและไม่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ หรือต่อสุขภาพของมารดาและทารก ซึ่งอาจแบ่งออกได้ตามสาเหตุว่าไม่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์ และเกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์


สาเหตุที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกจากอวัยวะสืบพันธุ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ได้แก่


1. เลือดออกจากริดสีดวงทวาร แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดออกทางช่องคลอด

2. เลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ เช่น เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

3. เกิดจากบาดเจ็บอวัยวะเพศ จากอุบัติเหตุหรือจากการมีเพศสัมพันธ์

4. โรคของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนล่าง เช่น แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (หูดหงอนไก่, แผลเริมอ่อน ฯลฯ) ปากมดลูกอักเสบ เยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ที่ปากมดลูก, ติ่งเนื้อ (polyp) ของปากมดลูก รวมทั้งเนื้องอก เช่น เนื้องอกปากมดลูก มะเร็งของปากมดลูก
สาเหตุที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์
การมีเลือดออกช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ (ก่อน 20 สัปดาห์)

1. การแท้งบุตร
2. การตั้งครรภ์นอกมดลูก (ectopic preg.)
3. การท้องไข่ปลาดุก (molar preg.)



การแท้งบุตร

เลือดออกขณะครึ่งแรกของการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ในช่วง 3 เดือนแรก สิ่งที่เรากลัวคือการแท้งบุตร เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจและติดตาม เพื่อให้แน่ใจว่าใช่การแท้งบุตรหรือไม่ ได้แก่ การซักประวัติเหตุการณ์เลือดออก การตรวจภายใน การทำอัลตราซาวนด์ดูถุงของการตั้งครรภ์และทารก (ในระยะแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ การตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดจะได้รายละเอียดที่แม่นยำกว่าการตรวจผ่านทางหน้าท้อง) การตรวจฮอร์โมนของการตั้งครรภ์และการตกไข่ (HCG และ Progesterone) เพื่อดูความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์


การมีเลือดออกระหว่างช่วงตั้งครรภ์ในระยะแรกนี้ การตรวจละเอียดจะช่วยบอกด้วยว่าเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูกหรือนอกมดลูก (แต่ละคนมีโอกาสท้องนอกมดลูก 1 ใน 60)


การมีเลือดออกจากมดลูกไม่ได้ว่าจะเกิดการแท้งเสมอไป มีหลายคนที่มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ 1-2 เดือนแรก และไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจว่ามีเลือดออกขณะมีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก ผู้เขียนเคยพบในคนที่มีเนื้องอกในมดลูกแล้วมีการฝังตัวใกล้เคียงกับเนื้องอกมดลูกและมีเลือดออกเป็นเวลาหลายวันโดยเห็นตำแหน่งของเลือดออกจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์


ถ้าเกิดจากที่จะแท้งบุตรส่วนใหญ่จะเกิดการแท้งขึ้นภายใน 12 สัปดาห์แรก ซึ่งเกิดขึ้นได้ในคนตั้งครรภ์ทั่ว ๆ ไป 15-20 % ส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากตัวอ่อนหรือทารกมีความผิดปกติ ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อทารกเสียชีวิต ก็จะมีอาการตามมา โดยเริ่มต้นที่มีเลือดออกก่อน แล้วมีอาการปวดท้องจากการบีบตัวของมดลูก และมีเนื้อเยื่อของตัวอ่อนออกมา

มีการศึกษาทำสถิติว่าคนตั้งครรภ์มีเลือดออกร่วมกับการปวดท้องน้อย มีการแท้งเกิดขึ้น 50% เมื่อมีการแท้งในขนาดของครรภ์น้อยกว่า 8 สัปดาห์ มักหลุดมาเองหมด ถ้าเกิน 8 สัปดาห์ มักออกมาเองไม่หมด ต้องให้แพทย์ช่วยเอาออก โดยการดูดด้วยสุญญากาศ หรือขูดมดลูก


ถ้าคุณตั้งครรภ์มีเลือดออกแล้วมีเศษชิ้นเนื้อออกมาด้วย ให้เก็บไว้ให้แพทย์ดูด้วยว่าเป็นเนื้อของทารกหรือรกหรือเปล่า ถ้าใช่แปลว่าคุณมีการแท้งออกมา และเป็นการแท้งท้องในมดลูก ถ้าไม่ใช่ส่วนของทารกหรือรก เป็นเยื่อบุมดลูกธรรมดา อาจไม่ใช่การแท้งหรือแท้งยังไม่ออก หรือเป็นการท้องนอกมดลูกได้ (ซึ่งอาจต้องมีการรักษาแบบท้องนอกมดลูกรีบด่วน)


การแท้งโดยทั่วไปมักเกิดจากความผิดปกติของตัวอ่อน ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการออกแรงยกของ การออกกำลังกายและการมีเพศสัมพันธ์ การนั่งรถทางไกล การนั่งเครื่องบินโดยสาร เป็นสาเหตุทำให้เกิดการแท้ง และเมื่อมีการแท้งแล้วไม่ได้หมายความว่าจะท้องอีกไม่ได้ นอกจากคนที่แท้ง 2-3 ครั้งติด ๆ กัน ควรจะให้แพทย์หาสาเหตุว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายเรา


การตั้งครรภ์นอกมดลูก คือ การตั้งครรภ์ที่ตัวอ่อนไปเกาะที่อื่นนอกจากในโพรงมดลูก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ท่อนำไข่ (เดินทางไปไม่ถึงมดลูก) เกิดขึ้นได้ 1 ใน 60 ของการตั้งครรภ์ทั่วไป มีอาการเริ่มแรกคล้ายการตั้งครรภ์ธรรมดา และจบด้วยการมีเลือดออก ปวดท้องเหมือนการแท้ง แต่การท้องนอกมดลูกมักทำให้ท่อนำไข่แตกก่อนแท้ง และทำให้มีเลือดออกในช่องท้องได้เป็นจำนวนมาก จนทำให้มีอาการช็อกได้ถ้าตรวจรักษาช้า ท้องนอกมดลูกจะเกิดมากขึ้นในคนที่มีอักเสบในอุ้งเชิงกรานบ่อย ๆ เคยผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่ คนที่เคยท้องนอกมดลูกมาก่อน (มีโอกาสเกิดซ้ำ 15%) และคนที่มีประวัติมีบุตรยาก

การตั้งครรภ์ไข่ปลาดุก พบได้น้อย เป็นการท้องในมดลูก แต่ผิดปกติคือทารกไม่เจริญแต่มีลักษณะรกผิดปกติ ลักษณะเป็นเนื้องอกของรก การตั้งครรภ์ระยะแรก ๆ อาจจะไม่ทราบแต่ต่อมาท้องมักโตกว่าปกติ และมีอาการเลือดออก ซึ่งอาจมีเศษเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายเม็ดสาคูหรือถุงไข่ปลาหลุดออกมาด้วย ทำอัลตราซาวนด์ไม่เห็นตัวเด็ก ไม่เห็นถุงของการตั้งครรภ์เห็นแต่เนื้อรก ถ้าเป็นแบบนี้ต้องขูดมดลูกหรือดูดออก แล้วติดตามดูแลมากกว่าปกติ
การมีเลือดออกครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ (เกิน 20 สัปดาห์)

การมีเลือดออกในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ต้องเอาใจใส่มากขึ้น เพราะมักเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ และถ้ามีเลือดออกมาก ๆ มักเป็นความผิดปกติของรก ได้แก่ ภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด และอาจเป็นอาการของการคลอดก่อนกำหนด

ภาวะรกเกาะต่ำ หมายถึง รกมาปิดปากมดลูกไว้ ปกติรกต้องไม่เกาะตรงปากมดลูก เพราะเวลาจะคลอด ปากมดลูกจะต้องขยายตัวออกให้เด็กผ่านออกมา ถ้ารกเกาะที่ปากมดลูกเวลามดลูกหดตัวให้ปากมดลูกเปิดจะทำให้รกบริเวณปากมดลูกลอกออก (เพราะรกขยายตัวด้วยไม่ได้) จึงทำให้เลือดออกมาโดยทั่วไปก็เป็นเลือดของแม่ออกจากปากมดลูกที่ฉีกขาด มักเกิดตอนที่ปากมดลูกยืดตัวเตรียมจะเปิด มักเป็นก่อนถึงกำหนดคลอดจริง ลักษณะคือ มีเลือดออกทางช่องคลอดมากโดยไม่ปวดท้อง ถ้าเลือดออกน้อย ๆ ก็รอดูอาการได้ ถ้าออกมากต้องรีบให้คลอดโดยการผ่าตัด ไม่สามารถคลอดปกติได้ ถ้าจำเป็นต้องคลอดก่อนถึงกำหนดคลอดมาก ๆ อาจมีปัญหาทารกตัวเล็กเกินไป
ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

ปกติรกจะมีหน้าที่ถ่ายเทออกซิเจน อาหารและของเสียระหว่างทารกและแม่ ทำให้ทารกเจริญเติบโตโดยรกติดกับเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งอยู่ที่ผนังด้านในของมดลูก และเมื่อทารกคลอดก็จะลอกตัวออกมาทางผนังของมดลูก แล้วคลอดตามทารกออกมา แต่มีบางคราวที่รกลอกตัวออกมาจากผนังมดลูกก่อนการคลอด ทำให้มีเลือดระหว่างรกกับผนังมดลูก แล้วไหลเซาะออกมาทางปากมดลูก ทำให้เรารู้สึกว่ามีเลือดออก

การเกิดลักษณะนี้มีผลเสียต่อทารกคือ ทำให้ได้รับออกซิเจนจากแม่น้อยลง เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะถ้าเลือดที่ออกมาเซาะให้เกิดการแยกตัวมากขึ้น ๆ ธรรมชาติจะทำให้มดลูกบีบตัวให้คลอดทารกออกมาโดยเร็ว คนที่มีความเสี่ยงต่อรกลอกตัวก่อนกำหนดคือ

- คนที่เคยคลอดบุตรมาก่อน (เป็นท้องหลัง ๆ )
- อายุมากกว่า 35 ปี
- เคยมีประวัติรกลอกตัวก่อนกำหนดมาก่อน
- มีโรคเลือดบางอย่าง
- มีความดันโลหิตสูง
- ถูกกระแทกที่ท้องรุนแรง
- ติดยาเสพติด หรือสูบบุหรี่

อาการที่เกิดขึ้น คือ จะมีเลือดออกพร้อมกับมดลูกบีบตัวรุนแรง มีอาการปวดท้อง ถ้าเป็นมากจะฟังหัวใจทารกได้ช้าลง แสดงว่าทารกขาดออกซิเจนอยู่ในระดับเป็นอันตราย ทารกเสียชีวิตก่อนได้คลอดออกมา

การคลอดก่อนกำหนด หมายถึง มีการเข้าสู่การคลอดก่อนอายุครรภ์ถึง 37 สัปดาห์ ลักษณะจะต่างจาก 2 เหตุการณ์ที่กล่าวก่อนหน้านี้คือ จะมีการบีบตัวของมดลูกก่อน แล้วเริ่มมีตกขาวมาก ( เป็นมูกถูกไล่ออกมาจากปากมดลูก) อาจมีเลือดปนออกมา ถ้าเกิดขึ้นก่อน 37 สัปดาห์ไม่มากก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต่ำกว่า 34-35 สัปดาห์อาจมีปัญหากับทารก

อาการคลอดก่อนกำหนดโดยรวม คือ
1. มีมูก หรือ เลือด หรือ น้ำออกทางช่องคลอด มีมากขึ้น
2. ปวดท้องน้อย ร้าวไปด้านหลัง
3. มดลูกแข็งตัวเป็นระยะ ๆ
จะทำอย่างไรเมื่อมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์

ถ้ามีเลือดออกในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ควรไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าเป็นการตั้งครรภ์ครึ่งแรกเลือดออกไม่มาก ไม่ปวดท้อง อาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมากเท่า แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าเลือดออกมากและมีอาการปวดท้องด้วยก็ไม่ควรนอนใจ


สรุป

การมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะที่ออกไม่มาก มักเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจเป็นสัญญาณอันตรายได้ จึงควรไปรับการตรวจทุกครั้งที่มีเลือดออกเพื่อให้ได้การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง การรักษาที่ทันท่วงทีอาจช่วยท่านและบุตรในครรภ์ได้


เคล็ดลับ...กันแท้ง

ขอเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการ " แท้งบุตร" ซึ่งนับเป็นฝันร้ายของผู้หญิงทุกคนที่อยากจะเป็น "แม่" สักหน่อยเถิดค่ะ แต่ไม่ใช่การทำแท้งนะครับ เพราะคอลัมน์ของเราตั้งใจว่าจะเสนอเฉพาะเรื่องราวที่ดีงามและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้น ซึ่งก็คือการป้องกันการแท้งบุตรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เรื่องนี้มีคำถามมากมาย...ที่รอคำตอบที่ถูกต้องอยู่ อย่าปล่อยให้ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจผิดๆ รวมทั้งข่าวลือต่างๆ มาทำให้ชีวิตของคุณและคนที่คุณรักต้องจมปลักอยู่กับความผิดหวัง มาเตรียมตัวป้องกันการแท้งบุตรกันเถิด เตรียมพร้อมก่อนสมรส... เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์


การไปตรวจสุขภาพร่างกายทั้งชายและหญิงก่อนจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน มีความสำคัญมาก เพราะสามารถที่จะเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ เพื่อตรวจดูว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคร้ายที่จะถ่ายทอดทางการมีเพศสัมพันธ์จนอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ไหม ถ้าเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนขึ้นมา โรคที่เกิดจากแบคทีเรียบางชนิดและโรคที่เกิดจากไวรัสหลายชนิด มีผลทำให้การพัฒนาต่างๆ ของทารกในช่วง 3 เดือนแรกที่กำลังสร้างอวัยวะได้รับความกระทบกระเทือน จนสภาพร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะเจริญเติบโตต่อไป จึงเกิดการเสียชีวิตไป เกิดภาวะครรภ์ไข่ฝ่อ หรือเกิดการแท้งบุตรในช่วงการตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์แรกได้ ซึ่งน่าเสียดาย เพราะถ้าตรวจพบก่อนเกิดการตั้งครรภ์ก็จะสามารถดูแลแก้ไขและรักษาให้หายได้ จนไม่เป็นภัยต่อการตั้งครรภ์ และไม่เป็นสาเหตุที่ป้องกันได้ของการแท้งบุตรอีกต่อไป

ยังค่ะ ยังไม่หมด ข้อดีของการเตรียมตัวก่อนสมรส และการเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ เพราะคุณหมอยังสามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อโรค ที่เกิดจากหัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบบี และสามารถให้ภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีนให้ ในกรณีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน การตรวจร่างกายฝ่ายหญิง ก็สามารถทราบได้ว่ามดลูกปกติไหม มีเนื้องอกอยู่หรือไม่ รวมทั้งมีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน มีพังผืด หรือมีถุงน้ำของรังไข่หรือเปล่า ถ้าตรวจพบก่อน ก็สามารถรักษาให้หายก่อนการตั้งครรภ์ จนไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเกิดพยานรักของคู่ชีวิตทั้งสอง


สุขภาพของมารดา... สำคัญที่สุด


การมีสุขภาพดี หมายถึง การมีร่างกายที่สมบูรณ์ จิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน...ไม่ใช่โรงพยาบาล สุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากตัวเอง...ไม่ใช่ให้หมอสั่ง สุขภาพที่ดี ต้องแสวงหา... ไม่ใช่ลอยมาเอง เรามาเริ่มต้นเตรียมตัวเป็นคุณแม่ ด้วยการเตรียมสุขภาพรับการตั้งครรภ์จะดีไหม เริ่มจากมีความรักให้แก่ตัวเองก่อน ให้ความรักแก่กันและกันในระหว่างสามีภรรยา เพราะความรักไม่ใช่หรือที่เป็นต้นตอของกำเนิดแห่งมนุษยชาติ มอบความรักให้แก่กัน มองโลกในแง่ดี คิดในทางบวก เพราะพลังอำนาจของความคิดสร้างสรรค์หรือการคิดในแง่ดีนั้น มีมากมายกว่าที่คุณคิดมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องของการมีบุตร และการป้องกันการแท้งบุตร

รับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ พยายามให้ได้แร่ธาตุและสารอาหารให้ครบถ้วน โดยเฉพาะแร่ธาตุโฟเลตที่มีมากในนมและผักสีเขียวเข้ม ซึ่งพบว่าช่วยป้องกันภาวะสมองและไขสันหลังพิการแต่กำเนิด รวมทั้งอาจช่วยลดโอกาสการแท้งบุตรลงได้

นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง การเข้านอนแต่หัวค่ำจะทำให้ระบบการเจริญพันธุ์และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์สามารถทำงานได้เต็มที่ จนเกิดการตกไข่ที่สมบูรณ์ และฝ่ายชายมีการผลิตตัวอสุจิที่สมบูรณ์เพียงพอที่จะเกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ของฝ่ายหญิงและตัวอสุจิของฝ่ายชาย จนเป็นตัวอ่อนที่มีสภาพสมบูรณ์มากพอที่จะไม่เกิดการแท้งบุตรขึ้น

พยายามมีบุตรในช่วงเวลาที่สภาพร่างกายพร้อมที่สุด ผู้หญิงนั้น ในช่วงอายุ 25-30 ปี จะเป็นช่วงเวลาที่เมื่อเกิดการตั้งครรภ์แล้ว จะได้บุตรที่มีสภาพสมบูรณ์และโอกาสเกิดการแท้งบุตรได้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงจากสภาพการทำงานที่หนักเกินควร โดยเฉพาะงานที่เคร่งเครียด เร่งรัดจนไม่มีเวลาพักผ่อน จริงอยู่ การทำงานหมายถึงการมีเงินทองมาจับจ่ายใช้สอย แต่อย่าให้เวลาที่มีคุณค่าในการมีบุตรต้องจากไป เพราะถ้าช่วงเวลานั้นผ่านพ้นไปแล้ว เงินทองเท่าใดก็ไม่อาจเรียกเวลานาทีทองที่จะมีบุตรกลับมาได้


ขจัดความเข้าใจผิด... ให้หมด ......
" อย่ามีอะไรกับแฟนเวลาตั้งท้องอ่อนๆ นะเธอ เดี๋ยวแท้ง ?" ไม่จริงหรอกค่ะ ถ้ากระทำด้วยความนุ่มนวล จนเกิดความสุขสมด้วยกันทั้งสองฝ่าย อาจจะช่วยผ่อนคลายให้หายเครียด และลดโอกาสการแท้งบุตรจากสาเหตุบางชนิดลงไปด้วยก็ได้... ใครจะรู้ ที่จริง ถ้าไม่เคยมีประวัติการแท้งบุตรมาก่อน ไม่ได้มีข้อห้ามในการมีเพศสัมพันธในระหว่างการตั้งครรภ์เลย ......

" แพ้ท้องมากๆ ระวังนะเธอ จะทำให้แท้งบุตร ? " แท้จริงแล้ว พบว่า การแพ้ท้องและอาเจียนส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากระดับของฮอร์โมนจากเนื้อรกที่เรียกว่า "เบต้าเอชซีจี" มีระดับสูง การที่ฮอร์โมนดังกล่าวมีระดับสูง จะช่วยให้รกเกาะมดลูกได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตโรนจากเนื้อรกมากขึ้น ช่วยป้องกันการแท้งบุตรที่เกิดจากการที่รกฝังตัวไม่แน่นเสียอีก เชื่อไหมครับว่า ส่วนใหญ่แล้ว มารดาตั้งครรภ์ที่แพ้ท้องมากๆ ไม่ค่อยแท้งบุตรหรอกครับ ถ้าได้รับการดูแลอย่างดี และได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ มีแต่มารดาตั้งครรภ์มีอาการแพ้ท้องหายไปดื้อๆ ซิคะ อาจจะน่ากลัวกว่า ......

" ท้องที่แล้ว แท้งไป เพราะมดลูกไม่ดี เห็นเขาบอกกันว่า มดลูกคว่ำหลัง ที่ทำให้แท้งบุตรได้ง่าย ? " การที่มดลูกคว่ำ ไม่ว่าจะคว่ำหน้าหรือคว่ำหลัง หรือจะอยู่ตรงกลาง ก็เป็นตำแหน่งที่มดลูกสามารถที่จะอยู่ได้ โดยไม่ไปรบกวนต่อการตั้งครรภ์ จนเป็นสาเหตุของการแท้งบุตรแต่อย่างใดเลย เข้าใจนะคะ ......

" ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอด เป็นอาการว่าจะแท้งบุตรแน่นอน และถึงแม้ว่าจะรักษาได้ ลูกก็อาจจะพิการ ? " ที่จริงแล้ว การมีเลือดออกทางช่องคลอดนั้น เป็นอาการทางการแพทย์ ที่เรียกว่า แท้งคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแท้งบุตรเสมอไป และเลือดที่ออกเป็นเลือดของมารดาคะ ไม่ใช่เลือดของลูกน้อยในครรภ์... จึงไม่ควรตกใจมากเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะการแท้งบุตรในช่วง 12 สัปดาห์แรกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของทารกในครรภ์ที่อาจจะมีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์พอที่จะเจริญเติบโตไปเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ ในระหว่าง 12 สัปดาห์แรก เป็นช่วงระยะเวลาในการสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย ซึ่งถ้าร่างกายตรวจจับพบว่าไม่สมบูรณ์ ก็จะเกิดการขับทิ้งออกมา เป็นการแท้งบุตร ในขณะที่สาเหตุของการแท้งบุตร ส่วนใหญ่พอจะช่วยเหลือได้ แต่ประมาณ 1 ใน 3 อาจเกิดจากการไม่สมบูรณ์ของทารกในครรภ์ก็เป็นได้ ดังนั้นคงจะต้องเรียนว่า ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดแล้ว ขอให้รีบไปพบแพทย์ ทำใจอย่าตกใจเกินกว่าเหตุ การเกิดความเครียดจนเกินไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ถ้าแพทย์สามารถรักษาให้ตั้งครรภ์ต่อไปได้ แสดงว่าทารกในครรภ์มีความสมบูรณ์พอที่จะเจริญเติบโตต่อไป ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะไม่สมบูรณ์ แต่ถ้ารักษาไปแล้ว ลูกในครรภ์ฝ่อไปหรือแท้งไป ก็แสดงว่าลูกในครรภ์น่าจะมีความสมบูรณ์ไม่เพียงพอ หรืออาจจะมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ แบบนี้ก็คิดว่า เขาบุญน้อย...ก็แล้วกัน

จำไว้ว่า การมองโลกในแง่ดี การคิดในทางที่ดีต่อลูกน้อยในครรภ์ การคิดถึงเขาด้วยความรักความเข้าใจ ตั้งแต่เป็นลูกน้อยในครรภ์จะสามารถช่วยให้โอกาสการแท้งบุตรลดลงได้ไม่มากก็น้อย... นอกจากการปฏิบัติตัวและการเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์แล้ว ดูแลสุขภาพกายและใจของคุณให้ดีนะคะ... เตรียมตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่คุณภาพกันในอนาคต

[ ที่มา...เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 495 ]

วิดีโอ YouTube


วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น