Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ท่านอนดีๆ สร้างหนูเก่งสมวัยได้

ท่านอนดีๆ สร้างหนูเก่งสมวัยได้ 




 

 

อย่างที่ทราบกันดีค่ะ ว่าลูกน้อยมีการเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่เลยทีเดียว เมื่อเจ้าหนูคลอดออกมาแล้ว พัฒนาการต่างๆ จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากได้รับการส่งเสริมเอาใจใส่อย่างถูกต้องจากคุณพ่อคุณแม่ 
 
การนอนสำหรับเด็กในวัยแบเบาะถือว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ นอกจากการมีชั่วโมงการนอนหลับที่เพียงพอแล้ว การจัดท่านอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของลูกน้อย โดยเฉพาะกับเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 10 เดือนด้วยแล้ว เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหลังจากวัยนี้แล้ว หนูน้อยก็มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อมที่จะเรียนรู้วิธีการอื่นๆ ที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่าต่อไปค่ะ 
 

แรกเกิด - 3 เดือน ลูกยังไม่สามารถในการชันคอ แต่สามารถเอียงคอไปมาได้ ท่านอนหงาย เป็นท่านอนที่เหมาะสุดสำหรับลูกน้อยวัยนี้ ทั้งยังมีข้อดีคือ ทารกสามารถหมุนตัวสลับซ้ายขวาได้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่อาจกลัวว่า ถ้าลูกน้อยนอนหงายบ่อยๆ ก็จะทำให้รูปทรงศีรษะไม่สวย ดังนั้น คุณแม่ก็ควรจับศีรษะพลิกตะแคงท่าเสียบ้างก็จะช่วยได้ค่ะ 
 
นอกจากนี้ การนอนหงายหรือนอนตะแคงยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ และเมื่อโตขึ้นมาก็จะกลายเป็นเด็กที่มีความช่างสังเกตมากกว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำอยู่เป็นประจำ โดยคุณแม่อาจหาผ้าหรือวัสดุที่มีสีสันสดใส และมองเห็นได้ชัดผ่านหน้าลูกช้าๆ ไปทางซ้าย - ขวา เพื่อให้ลูกได้พยายามหันศีรษะและมองตาม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้มีพัฒนาการได้เร็วยิ่งขึ้นค่ะ 
 

4-6 เดือน ลูกน้อยในวัยนี้สามารถยกหัวขึ้น ยันยกหน้าอกขึ้นได้ และหันหน้าไปมาได้ดีขึ้น มือกำและแบออกได้ เพื่อให้กล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกของร่างกายได้รับการพัฒนาอย่างดีและถูกต้อง ควรจะจับให้ได้นอนทุกๆ ท่าเปลี่ยนไปมาบ่อยๆ และเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหงาย ตะแคงซ้าย - ขวา แต่ยกเว้นการนอนคว่ำในช่วงการนอนหลับตอนกลางคืน 
 
แต่ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ได้ดีคือ ท่านอนคว่ำ เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนคอ เมื่อจับนอนคว่ำ ลูกน้อยก็ชอบที่จะใช้มือและแขนยัน ชันคอขึ้นมองสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยคุณแม่อาจหาผ้าปูที่นอน หรือภาพที่มีสีสันสดใส ไม่มีลวดลายมากจนเกินไป รวมทั้งของเล่นที่มีเสียงและคุ้นเคยมาเป็นตัวล่อก็ได้ค่ะ 
 

6 - 10 เดือน ลูกเริ่มนั่งได้เองแล้ว และพยายามคืบ - คลาน และสามารถพลิกตัวไปมาได้อย่างอิสระ ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยนี้สามารถทำได้หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่า จะเป็นนอนหงาย กึ่งนั่ง กึ่งนอนตะแคง หรือนอนคว่ำ การจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่ลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้อย่างชาญฉลาด แต่ต้องเลือกของเล่นที่ปลอดภัยผ่านมาตรฐานรับรองความปลอดภัยและสอดคล้องกับวัยของลูกด้วยนะคะ 








กลัวลูกหัวแบน...ไม่ทุยเสี่ยงโรค SIDS

 

คณะแพทย์แห่ง Harvard Medical School พบว่า มีเด็กทารกมากกว่าครึ่งที่เสียชีวิตเพราะโรคการตายโดยฉับพลัน หรือที่เรียกกันว่า SIDS โดยการนอนคว่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการกดทับจมูกปากจนขาดอากาศหายใจ ดังนั้นเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนควรจัดท่าให้นอนหงายเท่านั้น เพราะยังตะแคงหน้ายกศีรษะไม่เป็น แต่อาจจับนอนคว่ำบ้าง แต่ทำได้เฉพาะในเวลาเด็กตื่นและมีผู้ดูแลเด็กเฝ้าดูอยู่ใกล้ชิด เพื่อให้เด็กได้ลดโอกาสการเกิดภาวะหัวแบนและได้ออกกำลังต้นแขนและหัวไหล่ให้เกิดความแข็งแรงด้วย
 






ภาพน้องปริญญ์  โคตะขุน
 



 
 




 

 
ที่มา    ::   http://motherandchild.in.th/






 
 
 







3 ความคิดเห็น:

  1. จัดท่านอนเด็กอย่างไรให้หัว(กะโหลก)ดูดี

    ทำไม(แบบว่า)บางคนหัวเบี้ยว

    โรงพยาบาลเด็กหลวงเมลเบิร์น (Royal Children's hospital, Melbourne) กล่าวว่า ภาวะหัวเบี้ยว (uneven head; un- = ไม่; even = สม่ำเสมอ / misshapen; mis- = ผิดปกติ; shapen = จัดรูปทรง) มักจะค่อยๆ หายไปใน 6 สัปดาห์แรก แต่ก็ไม่หายไปทุกราย
    ...

    คำแนะนำทั่วไปคือ เด็กขวบปีแรกควรนอนหงาย ไม่ใช่นอนคว่ำ เพื่อป้องกันโรคเด็กตายเฉียบพลันหรือ "ซิดส์ (SIDS / sudden infant death syndrome)" ที่พบบ่อยในเด็กฝรั่ง ซึ่งนอนคว่ำ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นผลจากการหายใจในท่านอนคว่ำไม่สะดวกเท่าท่าอื่นๆ
    ถึงแม้ว่าจะเป็นการนอนหงายก็ควรเอียงหัวเด็กนิดหน่อย เอียงขวา(ด้านหลัง)ลงสลับกับเอียงซ้าย(ด้านหลัง)ลง จุดสำคัญคือ ควรสลับตำแหน่งหัวเด็กทุกครั้ง (สลับซ้ายขวา)
    ...

    ช่วงที่เด็กตื่นอยู่ (และมีคนเฝ้าดูแล) ควรจัดให้เด็กนอนตะแคงขวาบ้างซ้ายบ้างเป็นหลัก และนอนคว่ำ (ช่วงตื่นและมีคนดูแล) เป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนแรงกดต่อกะโหลกศีรษะไปหลายๆ ตำแหน่งเสมอ
    การรักษาเด็กที่มีหัวเอียงมากๆ มีการทำหมวกพิเศษให้สวมใส่วันละ 23 ชั่วโมง ถอดตอนอาบน้ำ (คล้ายๆ กับการใส่ที่ดัดฟัน) มีการปรับเปลี่ยนหมวกทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ใส่นาน 2-5 เดือน > [ rch.org.au ]

    คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเชื่อว่า ภาวะ(แบบว่า)หัวเบี้ยวหรือ 'plegiocephaly [ เพล - จิ - โอ - เค้ฟ - อา - ลี ]' หรือหัวข้างใดข้างหนึ่งแบนลง (flattening / flat head) ทำให้หัวเบี้ยว เกิดจากท่านอน (sleeping positions) ในวัยเด็ก

    ท่านอาจารย์ดอกเตอร์อัลเบิร์ต เค. โอ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ โพรวิเดนซ์ โรห์ด ไอส์แลนด์ สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กเล็ก 434 คนซึ่งมีหัวเบี้ยว

    ผลการศึกษาพบว่า ภาวะหัวเบี้ยวไม่ได้เป็นจากท่านอน (นอนหงาย) เป็นหลัก ทว่า... เป็นผลจากหลายๆ ปัจจัยรวมกัน เช่น เพศ ฯลฯ

    (1). ผู้ชายมีแนวโน้มจะมี "หัวเบี้ยว" มากเป็น 2 เท่าของผู้หญิง
    (2). เด็กที่คลอดก่อนกำหนด ประมาณ 36 สัปดาห์ มีหัวเบี้ยวมากกว่าเด็กที่ครบกำหนดหรือ 40 สัปดาห์
    (3). เด็กที่หัวเบี้ยวน้อยกว่าครึ่งหนึ่งมีกล้ามเนื้อคอเกร็ง หรือไม่สมดุลย์ (ซ้ายไม่เท่ากับขวา) ที่เรียกว่า 'torticollis'
    (4). การสวมใส่ "หมวกกันหัวเอียง" ไม่ทำให้อาการดีขึ้น
    (5). คุณแม่ที่ท้องมาหลายครั้ง (multiple pregnancies) มีโอกาสมีลูกหัวเบี้ยวเพิ่มขึ้น นั่นคือ ลูกคนหลังๆ มีโอกาสหัวเบี้ยวมากกว่าลูกคนแรก


    ที่มา :: http://www.vcharkarn.com/vblog/41533


    .

    ตอบลบ
  2. ท่านอนที่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย


    คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) หรือ “การตายเฉียบพลันใน
    เด็กทารก” พบได้ในทารกอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 1 ปี เป็นการเสียชีวิตที่ไม่หราบสาเหตุ ไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากอะไร
    โดยเด็กส่วนมากมักจะเสียชีวิตในขณะที่นอนหลับสนิท ดังนั้นการป้องกันเบื้องต้นจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
    หนึ่งในนั้นก็คือท่านอนของลูกน้อย


    สำหรับท่านอนที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้แก่ “การนอนหงาย” ค่ะ ผลการวิจัยพบว่าการที่ให้ลูกนอนคว่ำนั้น
    มีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่ามาก โดยเฉพาะเด็กทารกที่ยังไม่สามารถพลิกศีรษะได้ เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะ
    ขาดอากาศหายใจได้นั่นเองค่ะ


    ในกรณีที่ลูกน้อยมักพลิกตัวจากท่านอนหงายไปเป็นท่านอนคว่ำอยู่บ่อยๆ นั้น นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูและ
    คอยจับท่านอนลูกให้เป็นท่านอนหงาย การเลือกใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง “หมอนจัดท่านอน” (baby sleep positioners)
    ก็เป็นตัวเลือกที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนนิยมค่ะ เพราะช่วยผ่อนแรงและลดความถี่ของคุณพ่อคุณแม่ในการต้องมาดู
    ลูกน้อยในระหว่างที่เค้านอนหลับสนิทได้


    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรระวังสำหรับการนอนหลับของลูกน้อย เช่น


    • ที่นอนและหมอนต้องไม่นุ่มจนเกินไป เพราะที่นอนและหมอนที่นุ่มมากๆนั้นจะทำให้ตัวและศีรษะของลูก
    จมลงไปเมื่อลูกนอน และอาจทำให้หายใจไม่ออกได้

    • ในขณะที่ลูกนอน ควรนำของเล่น ตุ๊กตา ผ้า หรือของที่ไม่จำเป็นออกจากที่นอนของลูก เพื่อป้องกันไม่ให้
    สิ่งของเหล่านั้นไปปิดจมูกลูกน้อยในขณะนอนหลับ

    • ไม่สูบบุหรี่ในบริเวณที่ลูกน้อยอยู่

    • คุณพ่อคุณแม่อาจนำลูกมากล่อมที่โซฟาหรือที่เตียงของคุณพ่อคุณแม่ได้ แต่เมื่อลูกน้อยหลับแล้ว ไม่ควร
    ให้ลูกน้อยนอนบนที่นอนเดียวกับคุณพ่อคุณแม่หรือบนโซฟา ควรให้นอนบนที่นอนหรือเตียงของลูกโดยเฉพาะ
    และควรนำที่นอนหรือเตียงของลูกมาไว้ในห้องนอนเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถ
    ช่วยเหลือได้ทัน

    • ปรับอุณหภูมิของห้องให้พอเหมาะ ไม่หนาวหรือไม่ร้อนจนเกินไป

    • การห่มผ้าให้ลูกน้อยนั้น ควรห่มให้สูงถึงแค่ระดับหน้าอก ไม่ควรห่มผ้าปิดศีรษะลูกน้อย หากกลัวว่าลูกน้อย
    จะหนาวก็ควรให้สวมหมวกให้ลูกน้อยแทนค่ะ นอกจากนี้ผ้าห่มที่ใช้ก็ควรเป็นผ้าห่มสำหรับเด็กโดยเฉพาะ
    เพราะผ้าห่มที่หนาและหนักของผู้ใหญ่อาจไปกดทับหน้าอกลูกน้อยทำให้หายใจไม่ออกได้ และ เพื่อความ
    ปลอดภัย ควรสอดปลายทั้งสองด้านของผ้าห่มไว้ใต้เบาะที่นอนของลูกด้วยนะคะ




    ที่มา :: http://www.nestlebaby.com/th/parenting/family_life/baby_sleeping_positions/




    .

    ตอบลบ
  3. Baby Sleep จัดท่านอนให้สมวัยเบบี๋


    จากการศึกษาของนักการศึกษาและนักจิตวิทยาพัฒนาการจากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าท่านอนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ ดังนั้นถ้าคุณจัดให้ลูกได้นอนในท่าที่เหมาะสม ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดท่านอนให้ลูก คือ ระดับพัฒนาการตามวัยของลูก โดยสามารถทำได้ดังนี้ง



    แรกเกิด – 3 เดือน ลูกสามารถเอียงคอไปมาได้ แต่ยังชันคอได้ไม่ดี ควรจัดให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคง เพื่อให้ลูกสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อคอของลูกยังไม่แข็งแรง การเคลื่อนไหวของคอจึงเป็นลักษณะหันไปมา ซ้าย – ขวา ดังนั้นการให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคงจึงเป็นท่านอนที่เหมาะสมต่อการที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ได้มากที่สุด ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำโดยที่ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายที่เรียกว่า ภาวะ SDS ( Sudden Death Syndrome) ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำในช่วงนี้จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้น้อยกว่า และเมื่อโตขึ้นจะมีความช่างสังเกตน้อยกว่าเด็กที่นอนหงาย ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงนี้ควรเป็นภาพหรือของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียง อาจเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบก็ได้



    4 –6 เดือน ลูกรักวัยนี้มีกล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงมากขึ้น ลูกจึงสามารถชันคอ ยกศีรษะ และ หันหน้าไปมาได้ดีขึ้นท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ดีคือ ท่านอนคว่ำ ลูกจะชอบยกศีรษะขึ้นมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า และก้มหน้าลงมองภาพหรือของเล่นที่อยู่บนพื้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงวัยนี้จึงควรเป็นผ้าปูที่นอนที่มีสีสันสดใส มีลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมากเกินไป และควรแขวนของเล่นที่มีเสียงและเคลื่อนไหวได้ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบเอาไว้ให้ลูกดูด้วย



    6 เดือน ขึ้นไป ลูกรักวัยนี้จะมีกล้ามเนื้อคอและหลังที่แข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวศีรษะ คอ ไหล่ แขน ขา และ หลังส่วนบนได้ดี สามารถพลิกตัวไปมาได้ ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยนี้ สามารถทำได้หลายแบบ โดยมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกเรียนรู้ โดยอาจให้ลูกนอนหงาย, กึ่งนั่ง กึ่งนอนนอนตะแคง หรือ นอนคว่ำ สิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกเรียนรู้ ควรเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวในแนว 360 องศา



    นอกจากการจัดท่านอนและจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกให้ดีขึ้นแล้ว คุณควรมีส่วนร่วมในทุกๆ กิจกรรมของลูกด้วย เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย จะได้มีความมั่นใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ



    ทำอย่างไรเมื่อลูกไม่ยอมนอน



    ถ้าเจ้าตัวเล็กของคุณไม่ยอมนอนง่ายๆ แนะนำให้ลองวิธีการต่อไปนี้ค่ะ
    •เข้านอนเป็นเวลาทุกวัน เวลาที่เหมาะสมคือ 19.30-20.30 น.
    •ทำกิจกรรมก่อนนอนให้เป็นกิจวัตร เช่น อาบน้ำอุ่นๆ เล่านิทานหรือฟังเพลง
    •ปรับไฟห้องให้สลัว วิธีนี้จะทำให้เจ้าตัวเล็กหลับได้ง่ายและนานขึ้น
    •สังเกตอาการที่บ่งบอกว่าลูกเริ่มง่วง เช่น ขยี้ตา หรือกะพริบตาถี่ๆ
    •ทำให้เวลานอนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข บางครั้งเจ้าตัวเล็กจะสัมผัสได้ถ้าคุณพาลูกเข้านอนทั้งที่ยังเครียดกับงาน คุณจึงควรพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด แล้วเปิดเพลงเบาๆ หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง




    ขอขอบคุณ สาระประโยชน์ดีๆ จาก นิตยสารบันทึกคุณแม่







    .

    ตอบลบ