Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การเบ่งคลอด

การเบ่งคลอด
 
 




ระยะก้าวหน้า หรือระยะเบ่งคลอด

ระยะเบ่งคลอดเป็นระยะที่เหนื่อยที่สุดของการคลอด เนื่องจากมดลูกจะมีการหดรัดตัวที่แรงและเร็วที่มาก ทุก 2-3 นาที และจะเจ็บท้องแข็งนาน 60-90 วินาที บางคนจะรู้สึกเหมือนกับว่าการแข็งตัวของมดลูกเกิดโดยไม่หยุดพัก คือ ติดต่อกันไป การเปิดปากมดลูกในระยะนี้จะเร็วมาก เริ่มจาก 3 เซนติเมตร ถึง 10 เซนติเมตร (เปิดเต็มที่) ภายในเวลา 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
ความรู้สึกของคุณในระยะนี้คุณจะรู้สึกปวดที่บริเวณส่วนก้นหรือตุงที่ฝีเย็บและทวารหนัก บางครั้งจะมีอุจจาระออกมาโดยมิได้เบ่งถ่าย มีเหงื่อออกมาก รู้สึกร้อนสลับหนาว ปวดร้าวหน้าขามาก และรู้สึกไม่สุขสบาย มีอาการเกร็งสั่นโดยควบคุมไม่ได้ อาจจะมีอาการอาเจียนเวียนศีรษะร่วมด้วย และรู้สึกเหนื่อยล้ามาก



สิ่งที่ผู้คลอดควรปฏิบัติ

  • อยู่นิ่งๆ รอเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ช่วยคลอดหรือผู้ดูแลจะบอกให้คุณเบ่งจึงค่อยเบ่งคลอด
  • แทนที่จะคิดกังวลอยู่แต่สิ่งที่ต้องกระทำ ควรคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วว่าตัวเองได้ผ่านอะไรมาแล้วบ้าง
  • เมื่อเกิดความรู้สึกว่าอยากเบ่ง พยายามผ่อนลมหายใจช้าๆ การเบ่งก่อนเวลาอันสมควรจะทำให้ปากมดลูกบวมมาก และการคลอดจะล่าช้า
  • ถ้าคุณไม่ชอบให้ใครจับต้องตัวคุณ คุณควรบอกผู้ดูแลให้ทราบ


ระยะที่สอง

ระยะนี้เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดหมด และทารกเคลื่อนผ่านช่องทางคลอดมาจนถึงช่องคลอด และมองเห็นศีรษะได้ที่ปากช่องคลอด เพียงแต่ออกแรงเบ่งตามจังหวะการหดรัดตัวของมดลูก การคลอดก็จะเกิดขึ้นภายใน 10-30 นาที (บางรายอาจจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง)
การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกระยะนี้จะแรงเร็ว และสม่ำเสมอมากขึ้น มดลูกจะแข็งตัวอยู่นาน 60-90 วินาที และติดต่อกัน อาจจะเว้นระยะเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น ความเจ็บปวดจะลดลงบ้าง แต่จะรู้สึกท้องตึงแข็งมากขึ้นและแทบจะไม่รู้สึกว่ามีการคลายตัวของมดลูกเลย



ความรู้สึกของคุณในระยะนี้

ความรู้สึกปวดเบ่งจะมาเป็นอันดับแรกๆ บางคนจะรู้สึกคล้ายมีแรงผลักดันมากมายในช่องท้องและปวดตุงบริเวณทวารหนัก หน้าท้องจะแข็งตึงตลอดเวลา มดลูกโก่งตัวสูง มูกเลือดออกทางช่องคลอดมากขึ้น มองเห็นศีรษะตุงอยู่ที่ปากช่องคลอด มีน้ำออกเปียกแฉะที่ช่องคลอด


สิ่งที่ผู้คลอดควรปฏิบัติ

  • ปรับท่านอนให้อยู่ในท่าที่พร้อมจะเบ่งคลอด บางโรงพยาบาลจะย้ายผู้คลอดเข้าห้องคลอด ให้นอนบนเตียงขาหยั่ง บางแห่งจะให้นอนราบและยกศีรษะสูงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ซึ่งท่าหลังจะสะดวกมากในการเบ่งคลอด
  • เมื่อถึงเวลาเบ่ง จงออกแรงเบ่งให้เต็มที่ เพื่อทารกจะได้ผ่านช่องคลอดโดยเร็ว แต่ควรจะเบ่งในเวลาที่ผู้เฝ้าคลอดบอกให้เบ่ง และหยุดพักเบ่งตามคำแนะนำเพื่อจะได้ออมแรงไว้ในระยะยาว
  • อย่าปล่อยให้ความอาย หรือการกลั้นอุจจาระปัสสาวะเป็นอุปสรรคในการออกแรงเบ่ง ไม่ควรกังวลในกรณีที่มีอุจจาระหรือปัสสาวะออกพร้อมกับการเบ่งคลอด เพราะทุกคนในห้องคลอดมองเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งปกติธรรมดา พร้อมที่จะทำความสะอาดให้ผู้คลอดตลอดเวลา
  • พยายามเบ่งคลอดตามคำแนะนำของผู้เฝ้าคลอด หรือเมื่อรู้สึกว่าอยากเบ่ง ก่อนการเบ่งคลอด สูดหายใจเข้าลึกๆ ให้เต็มปอดในเวลาที่เริ่มรู้สึกว่าท้องเริ่มแข็งตัว และกลั้นไว้จนรู้สึกว่าท้องแข็งเต็มที่ ออกแรงเบ่งลงสู่ส่วนล่างให้เต็มแรงจนรู้สึกว่าไม่สามารถกลั้นลมหายใจได้อีก ทำเช่นนี้ทุกครั้งที่มดลูกแข็งตัว การสูดหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ ซ้ำๆกัน หลายๆครั้งก่อนที่จะกลั้นหายใจเบ่งจะช่วยให้ปริมาณออกซิเจนมากพอสำหรับการกลั้นใจเบ่งคลอดในแต่ละครั้ง และช่วยไม่ให้ผู้คลอดเหนื่อยจนเกินไป วิธีที่ปลอดภัย คือ หายใจและเบ่งตามคำแนะนำของผู้เฝ้าคลอด
  • ในการเบ่งคลอด ไม่ควรเกร็งขาโดยเฉพาะหน้าขาและฝีเย็บ เพราะจะทำให้เกิดแรงต้านการเบ่งในบริเวณปากช่องคลอด
  • หยุดเบ่งทันทีที่ได้คำบอกให้หยุด เพราะผู้เฝ้าคลอดจะควบคุมสถานการณ์ได้ถูกต้อง
  • พยายามพักร่างกายให้เต็มที่ระหว่างการพักเบ่งคลอด หรือเมื่อผู้เฝ้าคลอดเห็นว่าคุณมีอาการเหน็ดเหนื่อยเกินไป อาจจะให้พักการเบ่งชั่วระยะหนึ่งแล้วค่อยเริ่มใหม่
  • อย่าตกใจหรือเสียขวัญ ในการที่มองเห็นศีรษะเด็กโผล่ออกมาแล้วผลุบหายไป การผลุบๆโผล่ๆ นี้เกิดตามจังหวะการเบ่งและการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก


ระยะที่สาม

ระยะนี้เป็นระยะที่ดูเหมือนว่าความน่ากลัวและวิกฤติการณ์ต่างๆสิ้นสุดลง สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้เป็นสิ่งดีๆ ของชีวิตภายหลังจากผ่านพ้นความทุกข์ยาก เป็นระยะสุดท้ายของการคลอด ซึ่งอาจจะใช้เวลาเพียง 5 นาที หรือยาวนานจากครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ระยะนี้เป็นนับตั้งแต่ภายหลังการคลอดทารกจนมีการคลอดรก และสิ้นสุดด้วยการเย็บซ่อมแซมแผลฝีเย็บ


ความรู้สึกของคุณในระยะนี้

คุณจะรู้สึกอ่อนเพลีย เพราะได้ใช้พลังงานทั้งหมดไปในการคลอด หมดแรงต้องสะสมพลังงานใหม่ กระหายน้ำ แจจะรู้สึกหิวมาก บางคนจะรู้สึกหนาวสั่น มีอาการปวดตุ๊บๆ ที่ท้องน้อย เพราะมดลูกยังคงมีการหดรัดตัวต่อเนื่องทุก 1 นาที เพื่อช่วยให้เกิดการลอกตัวของรก มีเลือดและน้ำไหลออกทางช่องคลอดมากมาย บางคนอาจจะรู้สึกบวมบริเวณแผลฝีเย็บ



สิ่งที่ผู้คลอดควรปฏิบัติ

1. เบ่งคลอดรก ในเวลาที่ได้รับคำบอกเล่าให้ทำ
2. อดทนและพยายามสงบอารมณ์ในระหว่างรอการเย็บซ่อมแซมแผลฝีเย็บ
3. ทดลองจับต้อง สัมผัสลูกน้อยเมื่อพยาบาลนำมาให้ เช่น การให้ดูดนม หรือจับต้อง
4. จงภาคภูมิใจในตนเองที่สามารถประคับประคองตนผ่านพ้นวิกฤติการณ์มาได้ด้วยดี อย่าลืมขอบคุณสามีผู้ดูแลเฝ้าคลอดคุณ



การได้โอบอุ้มลูกน้อยครั้งแรกของคุณจะเป็นความรู้สึกที่ติดตึงในความทรงจำที่ลืมได้ยากในชีวิต
 
 
 
 
 
 
ขั้นตอนต่างๆของการคลอด
คนส่วนใหญ่คิดว่าการคลอดลูกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพียงรวดเดียว แต่ คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าอาการต่างๆ ของการเจ็บท้องคลอด ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในเวลาเดียว แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันค่ะ
ระยะต่างๆ ของการคลอดที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะนั้น มีอะไรบ้าง


การเจ็บท้องคลอดเป็นกระบวนการของร่างกาย โดยมดลูกจะเริ่มหดรัดตัวและปากมดลูกของคุณแม่จะเปิดขยายเพื่อให้ทารกสามารถเคลื่อนผ่านออกมาสู่โลกภายนอก
ระยะที่หนึ่งจะประกอบด้วยระยะย่อยๆ คือระยะเริ่มต้น ระยะเร่ง และระยะเปลี่ยนผ่าน ในแต่ละระยะนี้ ปากมดลูกของคุณแม่จะเริ่มบางตัวและเปิดกว้างออกจนถึง 10 เซนติเมตร เพื่อเตรียมคลอด ส่วน ระยะที่สองของการคลอด เป็นระยะเบ่งคลอดที่คุณแม่จะเบ่งคลอดลูกน้อยออกมา และระยะที่สาม จะเป็นระยะคลอดทารก


ระยะที่หนึ่ง
การคลอดระยะที่หนึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือในบางกรณีอาจยาวนานเป็นวันๆ ดังนั้น คุณแม่จึงไม่ควรตกใจเมื่อเริ่มเจ็บท้องในช่วงเริ่มต้น
ความรู้สึกในช่วงต้นของการเจ็บท้องคลอด


สำหรับคุณแม่หลายท่าน อาการแรกสุดของการเจ็บท้องคลอด ก็คือ ความรู้สึกปวดหน่วงๆ คล้ายกับการปวดท้องเวลามีประจำเดือน นอกจากนี้ คุณแม่อาจมีอาการท้องผูก ท้องเฟ้อ หรือรู้สึกปวดท้องหรือปวดหลังร่วมด้วย คุณแม่บางท่านอาจท้องเสีย รู้สึกไม่สบาย หรือคลื่นไส้อาเจียน ทั้งนี้ เพราะในระยะเริ่มต้นของการเจ็บท้องคลอด ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่จะทำงานช้าลง ดังนั้น คุณแม่ควรรับประทานอาหารเบาๆ แทน เช่น ซุป ซีเรียล หรือขนมปังปิ้ง และดื่มน้ำมากๆ ในตอนแรกคุณแม่อาจจะไม่ทราบว่าความรู้สึกไม่สบายตัวนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเริ่มเจ็บท้องคลอด แต่เมื่ออาการเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นอาการปวดรุนแรงเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า การหดรัดตัวของมดลูก คุณแม่ก็จะทราบว่า กำลังเข้าสู่ช่วงของการเจ็บท้องคลอดแล้ว

มีมูกขาวข้นออกทางช่องคลอด

ในช่วงที่คุณแม่อุ้มท้องอยู่นั้น ที่บริเวณคอมดลูกจะมีมูกอุดกั้นอยู่ ในระยะเริ่มต้นของการคลอดหรือก่อนหน้านั้น มูกหรือมูกปนเลือดจะหลุดออกมาเปรอะกางเกงชั้นในหรือในขณะที่คุณเข้าห้องน้ำ หรือเรียกกันว่า มีมูกเลือดออกจากทางช่องคลอด
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องมีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอดในระยะเริ่มต้นของการคลอดเสมอไป ดังนั้น อย่ากังวลใจถ้าคุณแม่ไม่มีมูกออกมาทางช่องคลอด บางครั้งมูกอาจออกมาในระยะอื่นของการเจ็บท้องคลอดก็ได้


น้ำเดิน

" น้ำเดิน " ที่พูดถึงนี้ ที่จริงแล้วก็คือน้ำคร่ำซึ่งคอยรองรับลูกน้อยในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อร่างกายคุณพร้อมจะคลอดลูกแล้ว ถุงน้ำคร่ำจะแตกออกและน้ำคร่ำก็จะไหลออกมาจากช่องคลอด คุณแม่บางท่านบอกว่าได้ยินเสียง " โพละ " เบาๆ ด้วยซ้ำเมื่อถุงน้ำคร่ำแตก และคุณแม่บางท่านอาจจะมีน้ำไหลออกมาเพียงเล็กน้อย แต่บางท่านก็ไหลออกมามาก
หากคุณแม่มีน้ำคร่ำเดินตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเจ็บท้องคลอด คุณแม่อาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรักษาความสะอาดบริเวณปากช่องคลอด คุณแม่จึงไม่ควรใส่ผ้าอนามัยแบบสอด หรือมีเพศสัมพันธ์ หรือลงแช่น้ำอุ่น
หากน้ำคร่ำเดินแล้ว คุณแม่ควรติดต่อสูติแพทย์ที่ดูแลโดยทันที เพื่อตรวจเช็คว่าถึงเวลาใกล้คลอดแล้วหรือยัง



การเจ็บท้องคลอด

การเจ็บท้องคลอดเกิดจากการหดรัดตัวและผ่อนคลายเป็นจังหวะๆ ของกล้ามเนื้อบริเวณท้องและหลังของคุณแม่ และคุณแม่จะรู้สึกเจ็บมากกว่าอาการท้องแข็งในช่วงตั้งครรภ์
หากคุณแม่เข้าสู่ระยะเจ็บท้องคลอดแล้ว คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกหดรัดตัวรุนแรงขึ้น นานขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อยๆ
โดยปกติแล้ว ในช่วงเริ่มต้น มดลูกจะหดรัดตัวทุกๆ 10 นาที โดยแต่ละครั้งกินเวลานาน 40 วินาที เมื่อถึงเวลาใกล้คลอดแล้ว มดลูก ก็ จะหดรัดตัวทุกๆ 30 วินาที และแต่ละครั้งกินเวลานานกว่า 1 นาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ย เพราะคุณแม่แต่ละท่านอาจมีระยะเวลาการบีบรัดตัวของมดลูกแตกต่างกันไป


การทำให้การคลอดระยะที่หนึ่งผ่านไปได้ด้วยดี

ดูเม็กซ์มีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่คลอดง่ายขึ้น ลองอ่านคำแนะนำเพื่อช่วยให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อเข้าใจในเรื่องนี้ได้มากขึ้น หรือหากคุณแม่ต้องการเรี่ยวแรงที่มากขึ้นในการเบ่งคลอด ควรอ่านบทความเรื่อง อาหารและเครื่องดื่มในช่วงเจ็บท้องคลอด สามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้คุณแม่ได้


ระยะที่สอง

ระยะที่สองของการคลอด จะเริ่มขึ้นเมื่อปากมดลูกของคุณแม่เปิดกว้างออกถึง 10 เซนติเมตร และจะสิ้นสุดลงเมื่อทารกคลอดออกมา หากท้องนี้เป็นท้องแรก ระยะที่สองอาจใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น แต่หากไม่ใช่ท้องแรก ก็จะใช้เวลาสั้นกว่านั้นมาก บางครั้งเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

การเบ่งคลอด โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของคุณแม่จะบอกเองว่าเมื่อไหร่ควรเบ่งคลอด ซึ่งเวลานั้น คุณแม่จะมีความรู้สึกอยากเบ่งจนสุดที่จะกลั้นไว้ได้ เมื่อหัวลูกโผล่พ้นออกมาทางช่องคลอด คุณหมออาจขอให้คุณแม่หยุดเบ่งก่อนและกลั้นลมเบ่งไว้ด้วยการหายใจสั้นๆ ตื้นๆ คล้ายคนหอบ ระยะเจ็บเบ่งนี้ เป็นระยะที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความอ่อนโยนพอสมควรเพื่อไม่ให้ปากช่องคลอดฉีกขาดมากเกินไป จากนั้น เมื่อกล้ามเนื้อขยายออกและมดลูกหดรัดตัวรอบใหม่ คุณแม่จึงค่อยออกแรงเบ่งอีกครั้ง และในที่สุดทารกก็จะคลอดออกมา คุณหมอจะสำรวจทารก ตัดสายสะดือ และห่อหุ้มลูกน้อยด้วยผ้านุ่มๆ ก่อนจะส่งให้คุณแม่อุ้ม “ยินดีด้วยนะคะ ลูกของคุณแม่คลอดออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว”


ระยะที่สาม

ฟังดูอาจเป็นเรื่องแปลกที่การคลอดยังไม่สิ้นสุดลงหลังจากที่ทารกคลอดออกมาแล้ว นั่นก็เพราะคุณแม่ยังต้องรอคลอดรกก่อน แต่ไม่ต้องกังวลใจไป สูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์จะอยู่กับคุณแม่เพื่อดูแลการคลอดระยะที่สามนี้จนสิ้นสุดการคลอดทารก คุณหมออาจเสนอการฉีดยาเพื่อช่วยเร่งการคลอดทารกให้เร็วขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น การคลอดระยะที่สามนี้จะใช้เวลาประมาณ 5 –15 นาที แต่หากคุณแม่ต้องการจะคลอดทารกเองตามธรรมชาติ ก็อาจใช้เวลานานกว่านั้นซึ่งอาจนานถึง 1 ชั่วโมง คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกเริ่มต้นบีบรัดตัวใหม่ แต่จะไม่รุนแรงเท่ากับระยะที่สอง จากนั้นทารกที่หลุดลอกแล้วก็จะดันผ่านปากมดลูกที่เปิดกว้างอยู่ออกมาทางช่องคลอด เมื่อทารกคลอดออกมาหมดแล้ว คุณหมอจะนำทารกไปตรวจเพื่อให้แน่ใจว่ารกลอกตัวออกหมดแล้ว และจะกดบริเวณหน้าท้องของคุณแม่เพื่อให้แน่ใจว่ามดลูกเริ่มหดรัดตัวลงแล้ว

การให้ลูกดูดนมแม่ทันทีหลังคลอด หากคุณแม่ได้โอบกอดลูกน้อยแบบเนื้อแนบเนื้อทันทีหลังคลอด คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่ให้ลูกดูดนมแม่ได้เลยทันที เพราะจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก

 
 
 
 
 
 
การเตรียมตัวเพื่อการคลอด
การฝึกวิธีหายใจ
ประโยชน์ : การหายใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้ปอดของคุณแม่มีความจุเพิ่มขึ้น เพราะขณะหายใจเข้ากระบังลมจะถูกยกขึ้น ทำให้การเปลี่ยนอากาศเป็นไปด้วยดี และร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ นอกจากนั้นยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของคุณแม่จากความไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นในระยะคลอดด้วย วิธีการหายใจที่นิยมใช้มี 4 วิธี ซึ่งจะต้องเลือกใช้ให้สัมพันธ์กับความถี่ ระยะเวลา และความแรงของการหดรัดตัวของมดลูก รวมทั้งระดับความเจ็บปวด
ก่อนใช้และหลังใช้วิธีการหายใจ คุณแม่จะต้อง ห า ย ใ จ ล้า ง ป อ ด ทุกครั้ง โดยสูดลมหายใจเข้าช้าๆทางจมูก ให้เต็มปอด แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกทางปาก

วิธีที่ 1 : การหายใจเข้าโดยใช้ทรวงอก ปฏิบัติดังนี้
1.1 เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว หายใจล้างปอด 1 ครั้ง
1.2 หายใจเข้าทางจมูกออกทางปาก โดยใช้ทรวงอกช้าๆ 6-8 ครั้งต่อนาทีจนกระทั่งมดลูกคลายตัว หายใจล้างปอดอีก 1 ครั้ง
วิธีที่ 2 :การหายใจตื้นและเร็วสลับช้าระยะที่มดลูกหดรัดตัวเพิ่มขึ้น และใช้วิธีที่1 ไม่ได้ผล
2.1 เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว หายใจล้างปอด 1 ครั้ง
2.2 หายใจช้าโดยใช้ทรวงอก(เหมือนกับวิธีที่1)
2.3 เมื่อมดลูกหดรัดตัวเต็มที่ เปลี่ยนมาหายใจโดยใช้ลำคอ (หายใจเข้าทำปาก เสียง"อา" หายใจออกทำปากเสียง "คี"เบาๆ)
2.4 เมื่อมดลูกเริ่มคลายตัว กลับมาหายใจช้าโดย ใช้ทรวงอกอีกครั้ง จนกระทั่งมดลูกคลายตัว หายใจล้างปอดอีกครั้ง
วิธีที่ 3 : การหายใจตื้นและเร็วแล้วเป่าลมออก ระยะที่ปากมดลูกเปิดเกือบหมด(8-9 เซนติเมตรและรู้สึกอยากเบ่ง ปฏิบัติดังนี้)
3.1 เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว หายใจล้างปอด1ครั้ง
3.2 หายใจตื้น และเร็วโดยใช้ลำคอติดต่อกัน 4 ครั้ง(อา-คี) สลับกับเป่าลมออกทางปาก 1 ครั้ง คล้ายเป่าเทียน(อา-พู่) จนกระทั่งมดลูกคลายตัว หายใจล้างปอดอีก 1 ครั้ง
วิธีที่ 4 : การหายใจเมื่อเบ่งคลอด
ระยะปากลดลูกเปิด 10 เซนติเมตร และเริ่มเบ่ง ให้ปฏิบัติดังนี้
4.1 เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว หายใจล้างปอด 1-2 ครั้ง
4.2 สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้เต็มที่ กลั้นหายใจ ปิดปาก เบ่งลงเหมือนถ่ายอุจจาระ ขณะเบ่งควรอยู่ในท่าศีรษะสูงกว่าลำตัว นานครั้งละ 6-8วินาที หรือนับ 1-10 ในใจ แล้วผ่อนลมหายใจออก ทางปาก และสูดลมหายใจเข้าแล้วเบ่งซ้ำอีก จนกระทั่งมดลูกคลายตัว จึงหายใจล้างปอดอีกหนึ่งครั้ง
มดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่ง สามารถเบ่งได้ 2-3 ครั้ง การเบ่งที่ถูกวิธีจะช่วยเสริมแรงผลักดัน ที่เกิดขึ้นจากการหดรัดตัวมดลูก ให้เพิ่มขึ้นได้ถึงสามเท่า หากเบ่งในระยะที่ไม่ควรเบ่ง ให้อ้าปาก เพื่อให้ขากรรไกรหย่อน แล้วหายใจออกทางปากชั่วครู่ หรือเป่าลมออกทางปาก
หลักสำคัญในการใช้วิธีการหายใจ

1. เริ่มใช้วิธีการหายใจให้ช้าที่สุด หรือเมื่อรู้สึกเจ็บปวดมาก
2. ใช้การหายใจวิธีที่ 1 ให้นานที่สุด
3. ใช้วิธีการหายใจพร้อมกับการผ่อนคลาย การลูบหน้าท้องและการเพ่งจุดสนใจ
4. การหายใจ ลึกมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม แก้ไขโดยใช้มือประกบกัน แล้วหายใจในอุ้งมือหรือหายใจโดยใช้นิ้วกดรูจมูกข้างหนึ่งไว้สักพัก จนกว่าอาการดีขึ้น จึงหายใจตามปกติ

 
 
 
 
 
รู้ไว้ก่อนไปคลอด


เมื่อศีรษะของทารกเคลื่อนต่ำลงมาในช่องกระดูกเชิงกราน โดยศีรษะของเด็กจะหมุน เพื่อหันหน้ามาอยู่ทางด้านหลังของแม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ว่าที่คุณแม่หลายคนอาจมีความต้องการ คลอดในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ลูกผู้หญิงที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บท้องเบ่งคลอดเอง... และยิ่งมีคนที่รักอยู่เคียงข้างด้วยแล้วคงสุขใจ และอุ่นใจได้ไม่น้อย...
หากนับถอยหลังก่อนการคลอดนั้น ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงแรก อาการ และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับคุณแม่ คือ ปากมดลูกบางขึ้น และเริ่มเปิดจนเปิดหมด ซึ่งการคลอดในลักษณะตามธรรมชาตินี้สามารถแบ่งอาการเจ็บท้องได้เป็น 3 ระยะ คือระยะเฉื่อย ระยะเร่ง และระยะปรับเปลี่ยน... เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณดีที่เตือนให้รู้ว่าเจ้าตัวน้อยใกล้ลืมตาดูโลกแล้ว...

ระยะเฉื่อย อาจเริ่มมีมูกเลือดบ้างเพราะปากมดลูกเริ่มเปิด แต่ยังไม่มีน้ำเดิน ส่วนใหญ่คุณแม่มีอาการปวดท้องไม่ค่อยมาก ปวดเป็นพักๆ นาน 8-12 ชั่วโมงในท้องครั้งแรก และ 6-8 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตความถี่ในการเจ็บท้องด้วย


ระยะเร่ง คุณแม่บางคนอาจเริ่มมีน้ำเดิน อาการปวดท้องมากขึ้น เพราะการหดรัดตัวของมดลูกจะแรง และถี่ขึ้นประมาณ 4-5 ครั้งต่อชั่วโมง และจะเจ็บท้องนาน 4-6 ชั่วโมงในท้องแรก และ 2-4 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 4-8 เซนติเมตร ซึ่งในระยะนี้อาจยังไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล

ดัง นั้น บทบาทของคนใกล้ชิดอย่างคุณพ่อในระยะนี้ควรประคองรับน้ำหนักคุณแม่ และหาท่าที่ทำให้รู้สึกสบายสำหรับคุณแม่ หากอยู่ในท่ายืนควรงอเข่าเล็กน้อย ป้องกันอาการตึง และล้าที่ขา ควรยืนแยกเท้าให้ห่างพอสมควร เพื่อการทรงตัว และช่วยให้กระดูกเชิงกรานผายออก



ระยะปรับเปลี่ยน เป็นระยะที่ซับซ้อนที่สุดของการคลอด เพราะปากมดลูกเปิด 8-10 เซนติเมตร และเข้าสู่การเบ่งคลอดได้ มดลูกจะหดรัดตัวนานมาก ถุงน้ำคร่ำสามารถแตกได้ ซึ่งช่วยลดอาการตึงถ่วงที่ช่องคลอด ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกอยากเบ่งคลอดซึ่งหากเบ่งแล้วรู้สึกเจ็บแสดงว่าปาก มดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ควรหยุดเบ่ง และเปลี่ยนเป็นท่าเข่าชิดหน้าอก นอกจากนี้ยังเป็นระยะที่มีการปรับเปลี่ยนของอารมณ์ด้วย ซึ่งบางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

สำหรับ วิธีการผ่อนคลายควรอาบน้ำด้วยฝักบัวในท่ายืน หรือนั่งช่วยบรรเทาความปวด ใช้การนวด ประคบน้ำร้อนบริเวณที่ปวด แช่น้ำอุ่นในอ่าง ใช้กลิ่นบำบัด หรือเปิดเพลงผ่อนคลาย ที่สำคัญควรให้การปลอบโยนอย่างใกล้ชิด

ในช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้าย หลังจากที่ศีรษะเคลื่อนมาอยู่ใกล้ทวารหนักและปากช่องคลอด ในที่สุดศีรษะของเด็กก็จะค่อยๆ เคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมา



ช่วงนี้ควรรีบไปโรง พยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมตัวคลอด เพราะคุณแม่จะเจ็บท้องไม่เกิน 2 ชั่วโมงสำหรับท้องแรก และไม่เกิน 1 ชั่วโมงในท้องหลัง ซึ่งปากมดลูกจะเปิดหมดแล้ว เป็นระยะที่เด็กเคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมาแล้ว ซึ่งหลังจากทารกคลอดแล้ว มดลูกจะเริ่มหดตัวเพื่อลดขนาด และจะหดตัวต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการนี้จะได้รับการช่วยเมื่อทารกดูดนมแม่ จากนั้นรกจะค่อยๆ ลอกออกจากผนังมดลูก และเคลื่อนลงสู่ช่องคลอด ซึ่งโดยปกติแล้วรกจะคลอดหลังจากการคลอดทารกประมาณ 20 นาที จากนั้นแพทย์จะตรวจสอบว่าไม่มีส่วนใดติดค้างอยู่ในโพรงมดลูกอีก...

คุณแม่ควรอยู่ในท่า นั่งระหว่างรอให้รกคลอด จะได้โอบอุ้ม และมองเห็นหน้าลูกได้ชัดเจน นอกจากนนี้ยังทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ง่ายขึ้น การที่คุณแม่และลูกได้สัมผัสผิวของกัน และกัน ทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นผ่านสัมผัสของแม่ ซึ่งช่วยในการปรับอุณหภูมิของลูก และช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกอีกด้วย

เมื่อคุณแม่เข้าใจการ เปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และลักษณะอาการต่างๆ ก่อนคลอดแล้ว ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ และช่วยให้คุณแม่คนใหม่สามารถรับมือกับช่วงเวลานี้อย่างมีสติ และไม่ตื่นกลัวต่อไป...
 
 
 
ที่มา :: นิตยสาร Modern Mom ฉบับ สิงหาคม 2551 
 
 
 
 
 
 
 

1 ความคิดเห็น:

  1. การเบ่งคลอด





    การฝึกกล้ามเนื้อหลังจะช่วยเพิ่มแรงเบ่งและเบ่งได้นานขึ้นก่อนกำหนดคลอด 2-3 เดือนควรฝึกกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง โดยวิธีดังนี้ คือ ให้นั่งลงอย่างช้าๆ เปลี่ยนท่าเป็นท่านั่งคลานโดยหัวเข่าและฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง ยันกับพื้นขณะกำลังหายใจออกให้เคลื่อนก้นและเชิงกรานมาข้างหน้าอย่างช้าๆ พร้อมๆ กับการบังคับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องบริเวณกระเพาะหดลงโดยแขนและหัวเข่าอยู่คงที่ หลังของคุณจะโค้งนูนขึ้นมาทางด้านหลัง แล้วกลั้นในท่านั้นไว้สัก 10 วินาที จึงค่อยคลายตัวและหายใจเข้า ทำซ้ำและซ้ำอีกประมาณ 10 ครั้ง และควรฝึกทำวันละ 2 เวลา จะช่วยให้คุณมีแรงเบ่งที่ดี

    ฝึกกล้ามเนื้อช่องเชิงกราน เพื่อเตรียมตัวเบ่งคลอด

    การเบ่งคลอดลูกทางช่องคลอดจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ เชิงกรานแข็งแรง เพื่อผลักดันให้ลูกคลอดออกมาได้ กล้ามเนื้อรอบเชิงกราน จะช่วยในการบีบตัวของช่องคลอดบริเวณรอบๆ ปากมดลูกและช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ขณะจะถ่ายอุจจาระขณะตั้งครรภ์กล้ามเนื้อบริเวณนี้จะอ่อนและขยายตัว การทำงานของกล้ามเนื้อในช่องเชิงกรานบีบรัดตัวตั้งแต่เดือนที่ 6 ของการตั้งครรภ์ คุณอาจจะนั่ง ยืน หรือนอนในการฝึกกล้ามเนื้อเหล่านี้ โดยพยายามทำวันละ หลายๆ หน ให้ฝึกบังคับกล้ามเนื้อช่องคลอดบีบรัดตัว โดยการบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณช้องคลอดนี้จะคล้ายกับว่าช่องคลอดกำลังดูดสิ่งของเข้าสู่ภายในช่องคลอด ลองนึกภาพแล้วทำดูครั้งละ 5-10 หน ควรทำวันละ 3 เวลา






    ที่มา :: (http://www.maedek.com)













    .

    ตอบลบ