Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 อาการปวดกวนใจแม่ท้อง

10 อาการปวดกวนใจแม่ท้อง
ตั้งครรภ์



10 อาการปวดกวนใจแม่ท้อง (Mother & Care)

พอเริ่มตั้งครรภ์ อาการปวดตรงนั้นปวดตรงนี้ก็เริ่มมารุมเร้าร่างกายว่าที่คุณแม่คนใหม่ เรียกว่าปวดได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และเพื่อให้แม่ท้องเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างสบาย แม่ท้องจะปวดที่ใดกันบ้าง ลองไปดูกันค่ะ






1.ปวดศีรษะ

สาเหตุของอาการปวดศีรษะนั้นมาจากหลายปัจจัย แต่หลัก ๆ แล้วคือ ปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มขึ้น เลือดส่วนหนึ่งถูกส่งไปเลี้ยงเจ้าตัวน้อย และเส้นเลือดมีอาการตึงตัว จนทำให้ปวดเกร็ง แล้วหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย อากาศร้อน ก็จะยิ่งปวดหัวขึ้นมาได้

อาการ คือ จะปวดเกร็ง ตื้อที่ขมับ ปวดร้าวไปที่ต้นคอ แล้วหากใครที่เป็นไมเกรนอยู่แล้วจะยิ่งมีอาการปวดมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีแก้ แม่ท้องควรจัดเวลานอนให้เพียงพอ แบ่งเวลานอนพักผ่อนช่วงกลางวัน และนอนหนุนหมอนสูง การอยู่ในห้องที่เย็นสบายอากาศถ่ายเทจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดี หากปวดศีรษะมากสามารถกินยาพาราเซตามอลได้ (แต่ไม่ควรกินมากเกินไป ให้ใช้วิธีผ่อนคลายอื่ นๆ ก่อนใช้ยา ดีที่สุดค่ะ)




2.ปวดหน้าอก / ลิ้นปี่

อาการปวดที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ หรือปวดจุกเสียด หลังจากกินอาหารอิ่มใหม่ ๆ เนื่องมาจากลำไส้ถูกดันขึ้น มาจากมดลูก อาหารต่าง ๆ ที่กินเข้าไปจะมาจุกรวมกัน ที่ช่องท้องทำให้แม่ท้องรู้สึกอึดอัด นอกจากนี้ผลจากฮอร์โมนทำให้การบีบตัวของทางเดินอาหารช้าลง ปกติเวลากินอาหารเสร็จจะค้างอยู่ในกระเพาะเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่แม่ท้องอาหารจะค้างอยู่ในกระเพาะนานกว่า 3-4 ชั่วโมงแล้วจึงผ่านท่ออาหารไหลลงสู่ลำไส้ บางทีอาหารยังย่อยไม่หมด เมื่อกินอาหารเข้าไปอีก ก็จะทำให้จุกแน่น ส่วนอาหารที่ค้างอยู่นาน กรดในกระเพาะก็จะยิ่งกัดทั้งกระเพาะและอาหารไปพร้อมกัน

วิธีแก้ กินอาหารที่ย่อยง่ายและกินต่อมื้อน้อย ๆ แบ่งย่อยไว้กินหลายมื้อต่อวัน




3.ปวดเต้านม

ปวดเจ็บบริเวณเต้านม คัดตึง คล้ายช่วงมีประจำเดือน เกิดจากร่างกายมีการสะสมและเริ่มสร้างต่อมน้ำนม เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 อาการปวดจะเบาลงค่ะ

วิธีแก้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเต้านมเบา ๆ




4.ปวดเมื่อยตามตัว / ปวดหลัง

เมื่อท้องใหญ่ขึ้น แม่ท้องจะปวดเมื่อยตัว แขน ขา กล้ามเนื้อต่าง ๆ เพราะร่างกายต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น เพียงแค่ยืนเฉย ๆ ร่างกายก็จะโน้มไปข้างหน้าเพราะศูนย์ถ่วงเสีย กล้ามเนื้อหลังจะรับบทหนัก ส่วนเวลานอน น้ำหนักของมดลูกก็จะมากดทับ

วิธีแก้ เลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ยที่ใส่สบาย เพื่อรองรับน้ำหนักและสรีระ ส่วนตอนนอนให้นอนตะแคงข้าง และใช้หมอนหนุนท้อง หรือกอดหมอนข้าง จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น


5.ปวดท้องน้อย

มีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย บางคนอาจจะปวดตึงบริเวณอวัยวะเพศ หรือลามไปบริเวณขาหนีบ คล้ายช่วงปวดประจำเดือน สาเหตุมาจากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้มดลูกบวม ซึ่งมักจะเกิดในสัปดาห์ที่ 36 เพราะมดลูกมีการเคลื่อนต่ำลง


วิธีแก้
นอนพัก หรือนั่งพัก สังเกตว่าอาการเบาลงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้าหากมีอาการปวดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่าแม่ท้องปวดท้องเตือนใกล้คลอด ควรรีบไปพบคุณหมออย่านิ่งนอนใจค่ะ



6.ปวดเมื่อยตัวช่วงใกล้คลอด

เกิดจากอาการบวมน้ำ เพราะร่างกายมีการสะสมน้ำไว้ตามเซลล์ต่าง ๆ เพื่อช่วยประคองเส้นเลือดให้มีความดันคงที่ขณะคลอด เพราะตอนคลอดแม่ท้องจะเสียเลือดมาก เสียน้ำคร่ำ ความดันโลหิตก็จะตก แต่อาการบวมน้ำนี้หลังคลอดจะถูกขับออกมาในรูปปัสสาวะ

วิธีแก้ จุ่มมือในน้ำอุ่น 5-10 นาที ยกเท้าให้สูงจะลดอาการบวมได้ เหยียดตัว หรือให้สามีช่วยนวด แต่ห้ามกินยาแก้ปวด แก้อักเสบ เพราะยาบางชนิดเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องค่ะ
 
 
 
 
7.ปวดขา

เกิดจากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งแม่ท้องที่มีท้องใหญ่จะปวดขาเวลาเดิน ปวดตามกล้ามเนื้อและเส้นเลือด เพราะมดลูกขึ้นไปขวางทางเดินของเส้นเลือด เลือดไหวเวียนไม่สะดวก เกิดเป็นเส้นเลือดดำโป่งพอง

วิธีแก้ เวลาแม่ท้องนั่งหรือนอนให้ยกขาสูงกว่าหัวใจ เพื่อช่วยในการไหลเวียนของเส้นเลือด
 
 
 
 
8.ปวดจะคลอด

ปวดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ บีบตัวทุกครึ่งชั่วโมง ขยับไปทุก 5-10 นาที ถ้าปวดทุก 5 นาที จะเป็นเจ็บท้องคลอด และอาจจะมีน้ำเดินไหลออกมา หรือมีมูกเลือดออกมาจากปากมดลูก แสดงว่าปากมดลูกเปิดแล้ว ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
 
 
 
 
 
9.ปวดริดสีดวง

เกิดจากแม่ท้อง ท้องผูก แรงดันบริเวณทวารหนักมากขึ้น เส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ถ้าเส้นริดสีดวงแตก เลือดไหล อาจเกิดการตกเลือดได้

วิธีแก้ กินผักผลไม้เยอะ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร และทุก ๆ เช้าหมั่นเข้าห้องน้ำ
 
 
 
 
 
10.ปวดตามร่างกายไม่มีสาเหตุ

อาการปวดโน่นปวดนี่ไม่มีสาเหตุ เป็นอาการปวดที่ไม่เป็นอันตราย เจ็บปวดไม่นานก็จะหายไปเอง เช่น ตื่นมาแล้ว ปวดแขน ปวดขา หรือปวดไหล่ ซึ่งอาจเกิดจากท่านอน การเดิน การยืนผิดท่าเท่านั้นค่ะ
ที่มา :: Vol.8 No.90 มิถุนายน 2555

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น