Learn with Prin เรียนรู้ไปพร้อมกับน้องปริญญ์ จำหน่าย CalD Gummy (แคลดี กัมมี่) วุ้นเจลาตินสำเร็จรูป ผสมแคลเซียม และวิตามินดี สนใจสอบถามได้ที่...โทร ☎️ :: 082-236-4928 Line ID : enjoylife4u

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เป็นมะเร็งปากมดลูกก็ท้องได้

เป็นมะเร็งปากมดลูกก็ท้องได้



















แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในผู้หญิงจุดความหวังให้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลามสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ อาศัยทักษะความชำนาญควบคู่กับเทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้อง เฉือนเฉพาะปากมดลูกทิ้ง แทนวิธีเดิมที่ตัดทิ้งทั้งยวง


นพ.ฉันทวัฒน์เชนะกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม สามารถที่จะตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกับสตรีทั่วไป ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องที่ทำให้การลงมีดบนอวัยวะที่เล็กและแคบทำได้สะดวก รวดเร็วและแม่นยำขึ้น


เช่นการผ่าตัดช่องท้อง การผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก โดยทั่วไปการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม แพทย์จะตัดมดลูกออกทั้งหมด เช่นเดียวกับการรักษาด้วยการฉายแสง ทั้งสองวิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยหมดโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่แนวคิดใหม่นี้จะตัดเฉพาะส่วนที่เป็นปากมดลูกออกไป จึงเหลือส่วนที่เป็นมดลูกซึ่งรองรับการตั้งครรภ์ได้

แนวคิดการรักษาที่ให้โอกาสผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ได้นั้น มุ่งคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการรักษา โดยรักษาอวัยวะจำเป็นไว้ได้ ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการแพทย์ไทย แต่ในต่างประเทศมีการเปิดเผยรายงานศึกษาเมื่อปี 2538 กระทั่งถึงปัจจุบันให้การรักษาไปแล้ว 2,000-3,000 คน ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีใครทำ

อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่อายุไม่มาก และต้องการตั้งครรภ์ในอนาคต โดยเซลล์มะเร็งที่พบต้องมีขนาดไม่ใหญ่ หรือน้อยกว่า 2 ซม.

ข้อมูลการสำรวจผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่กลุ่มอายุน้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลที่วัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ยกตัวอย่าง หากวัยรุ่นมีเซ็กส์ครั้งแรกเมื่ออายุ 13 ปี และรับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาฟักตัวกระทั่งกลายเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูก ก็ใช้เวลาประมาณ 10 ปี รวมแล้วผู้ป่วยในตัวอย่างมีอายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น กรณีเช่นนี้จะพบมากขึ้น

ฉะนั้นการผ่าตัดรักษามดลูกไว้น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น หากแพทย์มะเร็งนรีเวชยอมรับ พร้อมกับการฝึกเพิ่มทักษะควบคู่กับเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยที่ต้องการมีบุตรในอนาคต
ที่มา ::






"ศิริราช"เจ๋งผ่าตัดส่องกล้องรักษามะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซีย ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้


ศิริราชผ่าตัดส่องกล้องรักษามะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
และในเอเซียยอาคเนย์ ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้



ที่ รพ.ศิริราช วันนี้ ( 12 ม.ค.) เวลา 09.30 น. ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าว “สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซียอาคเนย์ ศิริราชรักษามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีผ่าตัดส่องกล้อง ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้” โดยศ.คลินิก นพ.ชาญชัย วันทนาศิริ หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เป็นผู้เปิดเผยถึงสถานการณ์มะเร็งปากมดลูกว่า เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 6,000 ราย และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ 8 ราย สำหรับ รพ.ศิริราช พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละประมาณ 500 ราย นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ที่น่ากังวลคือ ขณะนี้พบผู้ป่วยในช่วงอายุที่น้อยลงและผู้ป่วยยังคงต้องการมีบุตรอยู่

ศ.คลินิก นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส หรือเรียกย่อว่า "เอชพีวี" เชื้อนี้ส่วนใหญ่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก มักไม่มีอาการ อาจพบจากการตรวจภายใน ในรายที่มีเลือดออกหรือตกขาวผิดปกติ มักพบว่ามะเร็งลุกลามไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามการรักษาแบบมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก จะใช้การผ่าตัดมดลูกทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอัตราการหายหลังผ่าตัดมีถึง 90 % แม้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ผู้ป่วยจะสูญเสียความเป็นเพศหญิงนั่นคือ การมีประจำเดือน และยิ่งกว่านั้นไม่สามารถตั้งครรภ์มีบุตรได้อีกต่อไป

ด้าน รศ.นพ.พีรพงศ์ อินทศร แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ประจำสาขาวิชามะเร็งนรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์ - นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ในระยะหลายปีที่ผ่านมา วิทยาการทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก สำหรับการรักษาแบบใหม่นี้ จะผ่าตัดผ่านกล้องพร้อมเครื่องมือพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร โดยแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ 5 แผล ขนาด 5 มิลลิเมตร แล้วสอดกล้องผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง ทำการผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกและช่องคลอดส่วนบนทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีพยาธิแพทย์ตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดทิ้งทันทีขณะที่ผู้ป่วยยังอยู่ใน ห้องผ่าตัดว่ายังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หรือไม่ โดยขบวนการในการผ่าตัดจะเก็บรักษาตัวมดลูก เก็บรักษาเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก รวมถึงเก็บรักษารังไข่และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่ จากนั้นจะเย็บปากมดลูกติดกับช่องคลอดที่เหลือ ซึ่งทีมแพทย์จะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง โดยที่การผ่าตัดแบบใหม่นี้ มีบาดแผลเล็ก เจ็บตัวน้อย ฟื้นตัวเร็ว เสียเลือดน้อยกว่า ทั้งมีความแม่นยำสูง สามารถกลับไปทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 7-10 วัน ที่สำคัญสามารถเก็บมดลูกไว้สำหรับการมีบุตรในโอกาสต่อไป และยังคงมีประจำเดือนแสดงถึงความเป็นเพศหญิงอย่างสมบูรณ์ด้วย

แพทย์ผู้นี้ ยังระบุว่าจากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า อัตราการหายจากมะเร็งปากมดลูกมีสูงถึง 90% เช่นเดียวกับการรักษาแบบมาตรฐาน โดยการรักษาแบบใหม่นี้เป็นที่นิยมและยอมรับในต่างประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับราคาในการผ่าตัดประมาณ 5 หมื่นบาท โดยครอบคลุมระบบการรักษาพยาบาลทุกระบบ โดยใช้ทีมแพทย์ประมาณ 7 คน ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ 4 คน วิสัญญีแพทย์ 1 คน วิสัญญีพยาบาล 2 คน ทั้งนี้ระหว่างผ่าตัดจะส่งชิ้นเนื้อให้พยาธิแพทย์ไปตรวจทันทีว่าชิ้นเนื้อที่ตัดนั้นครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นมะเร็งหรือไม่ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หากมะเร็งมีการกระจายมากกว่านั้น่จะได้ตัดสินใจตัดมดลูกทิ้งไปเลย สำหรับข้อจำกัดในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ คือ เวลาคนไข้เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วน่ใหญ่ไม่อยากเก็บมดลูกเอาไว้ เพราะกลัวแพร่กระจาย ดังนั้นก่อนที่จะรักษาคนไข้ทาง รพ.ก็จะเสนอทางเลือกให้กับคนไข้ จึงขอเรียนว่าการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีนี้โอกาสหายประมาณ 90-95% ส่วนโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยพอ ๆกับการตัดมดลูกทิ้ง

“จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ทั่วโลกมีการทำในคนไข้ประมาณ 50 รายเท่านั้น โดยที่ รพ.ศิริราชถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียอาคเนย์ โดยคนไข้อายุ 30 กว่าปีได้รับการผ่าตัดเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้คนไข้แข็งแรงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังไม่พร้อมมีบุตรเนื่องจากตั้งการคุมกำเนิดอยู่ ทั้งนี้หลังการผ่าตัด ควรทิ้งช่วงประมาณ 1 ปีขึ้นไปคนไข้จึงสามารถมีบุตรได้ โดยโอกาสมีบุตรจะต่ำกว่า 70 % สำหรับวิธีการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะทำในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 ซึ่งยังไม่แพร่กระจาย โดยใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 5 ชม.”รศ.นพ.พีรพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ผศ.นพ.ชัยรัตน์ ลีลาพัฒนดิษฐ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังคงพบมะเร็งปากมดลูกในสตรีวัยเจริญพันธุ์อยู่เสมอ เนื่องจากความละเลยและความเข้าใจผิดว่าตัวเองมิใช่กลุ่มเสี่ยง ซึ่งโดยธรรมชาติของมะเร็งปากมดลูก ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการอะไร จึงทำให้ผู้ป่วยมากกว่า 80% มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว โดยที่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งใช้เวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณๆ ผู้หญิงควรใส่ใจอยู่เสมอ ด้วยวิธีง่ายๆ และประหยัด นั่นคือ การตรวจภายในเป็นประจำทุกปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หากพบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกหรือมะเร็งระยะเริ่มแรก จะสามารถรักษาหายขาดได้ และแม้ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว ไม่พบความผิดปกติ ก็ควรรับการตรวจเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป.

ที่มา :: http://www.dailynews.co.th/society/7185

























มะเร็งปากมดลูกในหญิงตั้งครรภ์

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นอันดับสองของสตรีทั่วโลก โดยในแต่ละปีมีผู้หญิงที่ถูกค้นพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกถึง 500,000 ราย และกว่า 250,000 ต้องเสียชีวิตลง ด้วยมะเร็งปากมดลูก แต่เนื่องจากกว่า 80% ของผู้ป่วยซึ่งเสียชีวิตเกิดขึ้นในประเทศที่ยากจน และนอกจากนี้เรายังพบว่ากว่า 70%ของมะเร็งปากมดลูกมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) ซึ่งปัจจุบันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็ได้มีการนำเข้าวัคซีนที่ช่วยเราในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว

ดังนั้นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งที่ป้องกันได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามในสตรีที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนนี้มาก่อน และไม่เคยรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก สถิติของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยจึงยังคงสูงอยู่คือประมาณ 6,000 รายต่อปี และเสียชีวิตจากโรคนี้ปีละกว่า 3,000 รายเลยทีเดียว
มะเร็งปากมดลูกยังเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในมะเร็งที่เกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ด้วย อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกพบได้ 1.6 -10.6 รายต่อผู้ป่วยตั้งครรภ์ 10,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น ผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกก็มักไม่มีอาการใดๆ แต่จะมาพบแพทย์ด้วยการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งเมื่อได้รับการตรวจ Pap Smear แล้วอาจพบว่ามีความผิดปกติของเซลล์ที่ปากมดลูก แพทย์ก็จะทำการตัดชิ้นเนื้อที่บริเวณปากมดลูกไปทำการตรวจยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
หากพบว่าเป็นมะเร็งจริงก็ต้องทำการรักษาตามภาวะของโรค อายุครรภ์ขณะที่พบโรค และความต้องการบุตร หากตรวจพบในระยะแรกของการตั้งครรภ์และเป็นมะเร็งที่ยังไม่ลุกลาม อาจให้ตั้งครรภ์ต่อไปได้ แต่ต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งคลอดและหลังคลอด ถ้าเป็นระยะที่เริ่มจะลุกลามแล้วและพบในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ควรจะต้องทำการรักษาเลยโดยไม่คำนึงถึงการตั้งครรภ์ แต่ถ้าเป็นระยะหลังของการตั้งครรภ์ แพทย์ต้องประเมินว่าสามารถรอให้ปอดทารกมีความสมบูรณ์พอที่จะมีชีวิตรอดเมื่อคลอดออกมาได้หรือไม่ ส่วนมากจะไม่รอเกินกว่า 8 สัปดาห์ ซึ่งการคลอดทารกต้องทำการผ่าตัดทารกออกทางหน้าท้องเสมอ เพื่อป้องกันการตกเลือด และการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ส่วนการรักษามะเร็งปากมดลูกในแม่นั้นก็ใช้วิธีเดียวกันกับในหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ได้แก่
การผ่าตัด - ถ้ามะเร็งอยู่เฉพาะปากมดลูกอาจจะตัดแค่บริเวณปากมดลูก แต่ถ้ามะเร็งแพร่กระจายมากแพทย์อาจจะตัดมดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
การให้รังสีรักษาทำได้ 2 วิธี

โดยการให้รังสีรักษาจากเครื่อง แพทย์จะให้รังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง 5วันต่อสัปดาห์เป็นเวลา 5-6 สัปดาห์ โดยการฝังแร่อาบรังสีบริเวณปากมดลูกฝังแต่ละครั้งนาน 1-3 วันต้องอยู่โรงพยาบาลใช้เวลารักษา 1-2 สัปดาห์
การให้เคมีบำบัด โดยการให้เคมีเข้าในเลือดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำลายมะเร็ง ยาที่ใช้บ่อยคือ Interferon

การป้องกันมะเร็งปากมดลูกทำได้

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการทำ Pap test สำหรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรืออายุ 30 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง และผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อจะได้พบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งจะสามารถรักษามะเร็งก่อนลุกลามได้
ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้แก่ การสูบบุหรี่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากเชื่อว่าเชื้อ Human Papilloma Viruses ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งปากมดลูกติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (Human Papilloma Viruses) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้